‘นายกฯ’ ถกสรุปเหตุ-หาแนวทางช่วยเหลือกรณีรถบัส นร.ไฟไหม้ ชี้สภาพรถทำเกิดอุบัติเหตุ แจง “ทัศนศึกษา” ไม่ได้ทำร้ายเด็ก มองเป็นการเปิดโลก ‘สุริยะ’ ออก 5 มาตรการยกระดับความปลอดภัยรถสาธารณะ ถือโอกาสสังคายนาทั้งระบบภายใน 60 วัน จ่อพิจารณาแก้ระเบียบต่ออายุรถ
วันที่ 2 ตุลาคม 2567 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ภายหลังการประชุมเกี่ยวกับเหตุการณ์รถบัสทัศนศึกษาของคณะครูและเด็กนักเรียนเกิดเหตุเพลิงไหม้ โดยมี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมร่วมกับรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการตรวจอัตลักษณ์บุคคล ระบุตัวบุคคลได้แล้ว และจะทยอยนำร่างกลับจังหวัดอุทัยธานี ส่วนกระทรวงคมนาคมได้มีการรายงานเรื่องการเยียวยา การตรวจสอบ กฎเกณฑ์เรื่องรถ จะมีการประสานรายละเอียดอีกครั้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีการส่งจิตแพทย์ลงไปในพื้นที่ ส่วนในรายละเอียดจะให้คนที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แถลง ซึ่งทุกภาคส่วนกำลังเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่
ส่วนที่มีข้อเสนอว่า ให้มีการปรับรถบัสโดยสารนักเรียนเป็นรถบัสสีเหลืองที่มีประตูด้านหลังสามารถเปิดได้ง่ายและเป็นมาตรฐานเดียวกับยุโรปและสหรัฐอเมริกานั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับกระทรวงคมนาคม ซึ่งต้องมีการวางแผนในรายละเอียด เพราะจริง ๆ แล้วการทัศนศึกษาเป็นการเปิดโลกให้เด็ก ๆ เราไม่อยากแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะทัศนศึกษาไม่ได้ทำร้ายเด็ก แต่รถที่ไม่ได้ถูกดูแล หรือได้รับการตรวจสอบเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเราจะต้องมาแก้ปัญหาว่ากระทรวงคมนาคมจะวางกฎวางกรอบอย่างไร เราจึงถือโอกาสนี้วางระบบให้ชัดเจน
ขณะที่นายสมศักดิ์เปิดเผยว่า ผู้ที่บาดเจ็บสาหัสขณะนี้อยู่ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี 1 คน มีแผลไหม้ตามร่างกายประมาณ 11% และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 2 คน
ซึ่งเด็กที่อยู่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์มีอาการหนักกว่า คือมีแผลไหม้ตามร่างกาย 13% 1 คน อีก 1 คน 20-30% ซึ่งขณะนี้มีการประสานงานกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ว่าประเทศจีนจะมีการส่งบัวหิมะที่ขึ้นทะเบียนในประเทศไทยเข้ามาช่ว ในเรื่องของการรักษาแผลจากไฟไหม้
ขณะเดียวกัน ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการส่งนักจิตแพทย์และนักจิตวิทยาทั้งหมดจำนวน 71 คนในการเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งตัวเด็กและครูผู้ประสบเหตุ รวมถึงครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์
โดยขณะนี้มีเจ้าหน้าที่อยู่ที่จังหวัดอุทัยธานีจำนวน 22 คน และอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ 25 คน ซึ่งจะเดินทางไปพร้อมกับการส่งร่างผู้เสียชีวิต และกระจายตัวไปช่วยในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีต่อไป ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะทำงานต่อในการให้ความช่วยเหลือแนะนำ โดยเฉพาะทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจ
ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บที่อยู่ใน ICU ขณะนี้ คนที่อยู่สถาบันสุขภาพเด็กสามารถพูดคุยสื่อสารได้แล้ว เมื่อวานมีอาการเครียด แต่วันนี้อาการดีขึ้น แต่ในส่วนโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ยังอาการหนักอยู่ เพราะมีแผลตามร่างกายจำนวนมากและเรื่องสายตาที่มองเห็นแบบเบลอ เพราะได้รับสารพิษและเกิดการเผาไหม้ต่าง ๆ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินอะไรได้
ด้านนายสุริยะเปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนได้สั่งการให้กรมการขนส่งทางบก กำหนดมาตรการออกมาคือ 1.ให้กรมการขนส่งทางบุกเรียกรถโดยสารสาธารณะประจำทางและไม่ประจำทางที่ใช้เชื้อเพลิง CNG ทั้งหมดเข้ารับการตรวจสภาพรถจำนวน 13,426 คัน ภายใน 60 วัน
2.ยกระดับมาตรฐานการประกอบการขนส่งรถโดยสารทั้งประจำและไม่ประจำทางทั้งระบบ ได้แก้ไขการประกอบการ ตรวจสภาพ การให้บริการ
3.ให้กรมการขนส่งทางบกบูรณาการร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและสถานศึกษาทั่วประเทศ ในกรณีที่จะนำรถเช่าเหมา หรือรถโดยสารไม่ประจำทางไป ใช้บริการ จะให้ประสานงานกับสำนักงานขนส่งจังหวัดเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
4.พนักงานขับรถและผู้อยู่ประจำรถจะต้องได้รับการอบรม และทดสอบ หลักสูตรการเผชิญเหตุ และการช่วยเหลือผู้โดยสาร (Crisis Management)
5.จะมีการออกกฎหมาย ระเบียบ เพื่อให้ผู้ประกอบการต้องมีการแนะนำข้อมูลและแนวทางเผชิญเหตุฉุกเฉินในการใช้บริการเช่นเดียวกับสายการบิน
นอกจากนี้ ในขั้นต่อไปจะมีการไปดูการออกแบบรถยนต์ รถโดยสารเหล่านี้ ว่ามีที่นั่งเหมาะสมอย่างไร ควรเพิ่มเติมทางออกอย่างไร รวมถึงคนขับรถที่ต้องมี 2 คนหากเดินทางไกล ซึ่งเป็นมาตรการที่จะทำต่อไป
ส่วนกรณีที่รถคันดังกล่าวมีอายุการใช้งานมากกว่า 50 ปี จะนำมาพิจารณาด้วยหรือไม่ นายสุริยะกล่าวว่า จะใช้โอกาสนี้ในการพิจารณาแก้ระเบียบ เพราะในอดีต เมื่อจะออกมาตรการมาบังคับใช้ ผู้ประกอบการก็จะขอร้องไม่ยอมและเกิดการประท้วง รวมถึงกลุ่มรถตู้โดยสาร ที่จะใช้โอกาสนี้ไม่ยอมให้เกิดการต่ออายุต่อไป
ส่วนกรณีรถที่ใช้ก๊าซนั้นไม่ได้มีการยกเลิกใช้ แต่จะให้เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความปลอดภัย ว่าที่ผ่านมามีจุดไหนที่เป็นจุดอ่อน ที่ทำให้เกิดการระเบิดได้ เช่นข้อต่อ จุดที่เชื่อมกับถังแก๊ส ซึ่งตอนนี้กรมการขนส่งทางบกก็ได้ไปดูที่เกิดเหตุ รวมถึงรถอีกสองคันที่เดินทางมาพร้อมกันด้วย แล้วจะนำมาออกแบบบังคับ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งในระยะเวลา 60 วันก็จะถือว่าเป็นการสังคายนารถสาธารณะทั้งระบบ
นายสุริยะยังกล่าวถึงเรื่องเงินเยียวยา โดยย้ำว่าผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินจากบริษัทประกันภัยหนึ่งล้านบาท ส่วนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย จากคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ก็จะให้เพิ่มอีกหนึ่งล้านบาท รวมเป็นสองล้านบาท และมีอีกส่วนจากกระทรวงยุติธรรม รวมทั้งหมดผู้เสียชีวิตก็จะได้คนละ 2,400,000 บาท
ขณะนี้ได้ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ ให้ประสานครอบครัวผู้ประสบเหตุ เพื่อจะมอบเงินให้ภายในสัปดาห์หน้า ขณะที่ครอบครัวผู้บาดเจ็บสาหัสจะได้เงินเยียวยา 700,000 บาท ส่วนบาดเจ็บเล็กน้อยได้ 200,000 บาท
ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะรักษาราชการแทน ผบ.ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าในการสอบสวนคดีว่า ดำเนินการไประยะหนึ่ง เมื่อคืนก็ได้ตัวผู้ต้องหามาแล้ว และสอบปากคำไว้แล้ว ตอนนี้ยังอยู่ในความควบคุมของ สภ.คูคต และขณะนี้พิสูจน์หลักฐานและขนส่งกำลังอยู่ระหว่างตรวจสภาพรถว่าเป็นอย่างไร
ส่วนการพิสูจน์อัตลักษณ์ และการเก็บตัวอย่าง DNA ขณะนี้ ร่างผู้เสียชีวิตและ DNA จากญาติเก็บได้ทั้งหมด 22 รายแล้ว ส่วนราย 23 อยู่ระหว่างการเก็บตัวอย่างจากมารดา ซึ่งมารดาขอเดินทางมาที่นิติเวชเอง โดยคาดว่าจะเสร็จในเย็นวันนี้
ขณะที่เรื่องการส่งศพกลับภูมิลำเนา นายกฯ ได้ให้ความสนใจ คาดว่าวันนี้จะรับศพมุ่งหน้าสู่อุทัยธานีได้
ขณะที่ผลการสอบสวนและการตรวจพิสูจน์รถ สิ่งเหล่านี้นายกฯ ได้กรุณานั่งประชุม พร้อมยืนยันจะนำไปสู่การวางมาตรฐานและกฎเกณฑ์ โดยเราจะเน้นไปที่เด็กและเยาวชนนักศึกษาที่ต้องไปทัศนศึกษาดูงาน และจะมีมาตรการทั้งส่วนของขนส่งฝ่ายปกครองและตำรวจที่จะคอยเช็กสภาพรถ การตรวจพนักงานขับรถ และบริษัทเอกชนจะต้องทำอย่างไร ระหว่างทางจะต้องมีการตรวจสอบสภาพรถอย่างไร
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวให้ข้อมูลเรื่องของการสอบคนขับรถ ว่าเดี๋ยวจะเข้าไปดูในรายละเอียด แต่เบื้องต้นยืนยันว่าดำเนินการทางกฎหมายอย่างเต็มที่ ทั้งตัวบุคคลและบริษัทเจ้าของรถ
ข้อมูล/ภาพ : ประชาชาติ
