นิ่งแล้ว-35 ชื่อ ครม. “อิ๊งค์1” จัดทัพ รมต.กระตุ้น ศก.-นโยบายเรือธง

ครม. “อิ๊งค์ 1” 35 รมต.+1 นายกฯนิ่งแล้ว คาดทูลเกล้าฯรายชื่อต้น ก.ย.จากนั้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 16 ก.ย.นี้ และประชุม ครม.นัดแรก 17 ก.ย. หลังจัดโผลงตัว ส่วนใหญ่นั่งเก้าอี้เดิม โดยเฉพาะรมต.เศรษฐกิจ ทั้ง “พิชัย ชุณหวชิร” รมว.คลัง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” คมนาคม และส่ง “พิชัย นริพทะพันธุ์” เป็น รมว.พาณิชย์ แทน “ภูมิธรรม เวชยชัย” ที่ขยับไปคุมกลาโหม ขณะที่ประชาธิปัตย์ได้ 2 เก้าอี้ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.ทรัพยากรฯ “เดชอิศม์ ขาวทอง” รมช.สาธารณสุข

“ภูมิธรรม” บอกอดใจอีกนิด

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การตั้ง ครม.หลังพรรคประชาธิปัตย์ตอบรับเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการนั้น ขั้นตอนจากนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ถูกเสนอชื่อบางส่วน

การพิจารณาปรับวางตัวบุคคลเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และลดปัญหาให้มากที่สุด ซึ่งรายชื่อคณะรัฐมนตรีทั้งหมดใกล้เสร็จเรียบร้อย รอให้มีการดำเนินการให้ครบขั้นตอนและกระบวนการทางกฎหมาย และเมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จ ก็จะเป็นกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลตามขั้นตอนของกฎหมายครบถ้วน ครม.ชุดใหม่ก็จะสามารถเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที

เปิดโผ รมต.สายเศรษฐกิจ

ความคืบหน้าการตั้งคณะรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะ รายชื่อโผ ครม.ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง นายพิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง

กระทรวงคมนาคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม

กระทรวงพาณิชย์คาดว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการเป็นนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ แทนนายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ไปคุมกระทรวงกลาโหม ขณะที่รัฐมนตรีช่วยว่าการ 2 คน ยังเป็นคนเดิม คือนายสุชาติ ชมกลิ่น จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ จากพรรคภูมิใจไทย

“นฤมล” นั่ง รมว.เกษตรฯ

กระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นโควตาของพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยังนั่งเป็นรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม มีชื่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ แทน น.ส.พิมภัทรา วิชัยกุล ซึ่งต้องหลุดจาก ครม.ชุดนี้ไป โดยคาดว่าจะมีการเสนอชื่อ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เข้ามานั่งเป็น รมช.กลาโหมแทน

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังเป็นคนเดิม คือนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีแนวโน้มเปลี่ยนคน เป็นนายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งอยู่ภายใต้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แม้จะไม่มีชื่อเป็นรัฐมนตรีครั้งนี้ เพราะคาดว่าจะติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติ แต่ก็ส่งตัวแทนมานั่งในกระทรวงทั้ง 3 คนคือ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ และนายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์

กระทรวงการต่างประเทศยังเป็นคนเดิมคือ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.การต่างประเทศ เช่นเดียวกับกระทรวงแรงงาน เป็นนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน

เปิดโฉมรัฐมนตรีหน้าใหม่

ส่วนรัฐมนตรีหน้าใหม่ที่เข้ามาในรัฐบาลแพทองธาร ได้แก่ พรรคเพื่อไทย มี นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวานิช รมช.มหาดไทย นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์

กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส ส่งนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรฯ จากพรรคกล้าธรรม นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ จากพรรคกล้าธรรม นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ น้องชายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้ามาในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทย

พรรคประชาธิปัตย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดชอิศม์ ขาวทอง รมช.สาธารณสุข จากพรรคประชาธิปัตย์

พรรครวมไทยสร้างชาติมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม และ รมช.กลาโหม ที่คาดว่าเป็นชื่อ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์

ปชป.ยื่น 2 ชื่อให้เพื่อไทย

ที่อาคารชินวัตร 3 นายนริศ ขำนุรักษ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับมอบหมายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำรายชื่อทั้ง 2 คนที่จะเข้าร่วมรัฐบาลส่งให้กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นรายชื่อที่มีมติจากที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม คือนายเฉลิมชัย หัวหน้าพรรค ดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายเดชอิศม์ ขาวทอง ดำรงตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข ซึ่งทั้ง 2 รายชื่อมีความมั่นใจในเรื่องคุณสมบัติ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ

เช็กเรื่องร้องใน ป.ป.ช.

ขณะที่การตรวจสอบประวัติของว่าที่รัฐมนตรี ปรากฏว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ส่งให้หน่วยงานต่าง ๆ เช็กประวัติด้วย ทั้งนี้ นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีว่า ป.ป.ช.เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งมาสอบถาม ซึ่งเราจะรายงานว่ามีเรื่องที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบหรือไม่ แต่จะขาดคุณสมบัติหรือไม่ อย่างไร เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช.

ส่วนบุคคลที่สอบถามมามีใครมีคดีอยู่ที่ ป.ป.ช.บ้างนั้น เขาบอกให้เป็นลับที่สุด ขออนุญาตไม่ตอบ และขณะนี้ได้ตอบไปทั้งหมดแล้ว

ลุ้น 17 ก.ย. ครม.นัดแรก

รายงานข่าวแจ้งว่า มีการประสานภายในถึงกำหนดการต่าง ๆ ถึงการเตรียมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรกของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ทั้งนี้ คาดการณ์เบื้องต้นว่ารัฐบาลแพทองธารจะทูลเกล้าฯรายชื่อ ครม.ช่วงต้นเดือน ก.ย. จากนั้นแถลงนโยบายต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ในวันจันทร์ที่ 16 กันยายน และในวันรุ่งขึ้น 17 กันยายน จะประชุม ครม.นัดแรก

คาดทูลเกล้าฯใน 1 สัปดาห์

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีว่า ค่อนข้างลงตัว นิ่งแล้ว เหลือแต่ตรวจสอบคุณสมบัติ ส่วนจะเสร็จช่วงไหนนั้น เห็นว่าใกล้แล้ว น่าจะประมาณหนึ่งสัปดาห์ ขอให้ใจเย็น รอทีเดียว ส่วนสัปดาห์หน้าจะยื่นทูลเกล้าฯได้หรือไม่นั้น ถ้าฟีดแบ็กกลับมาหมดแล้ว และชื่อลงตัวเราก็จะทำเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้จบกระบวนการจะได้ไปบอกชาวบ้านได้ ส่วนการเตรียมแถลงนโยบายก็ใกล้เสร็จแล้ว

จับมือ ปชป.เพื่อเสถียรภาพ

น.ส.แพทองธารกล่าวถึงการร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า รัฐบาลที่ดี ที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ คือ รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพราะเสถียรภาพสำคัญ การที่พรรคเพื่อไทยไม่เชิญพรรคพลังประชารัฐร่วมรัฐบาล การที่จะแก้ไขกฎหมายจะต้องมีเสียงมากพอ เพราะถ้าไม่มากพอ หรือเกินกึ่งหนึ่งไม่มาก การจะแก้กฎหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนอาจสะดุดได้ และวันนี้ฝ่ายบริหารของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เหมือนหลายทศวรรษที่ผ่านมา

ดังนั้นการที่ร่วมรัฐบาลกันไม่ได้ แปลว่าพรรคเพื่อไทยยอมรับการกระทำของผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต เพราะวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเยอะมากแล้ว เราต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีเสียงที่มากพอเพื่อจะผลักดันกฎหมายต่อไปในอนาคต

เน้นแก้ปัญหาประชาชน

ส่วนเสียงของคนเสื้อแดงที่ไม่ค่อยเห็นด้วยที่พรรคเพื่อไทยร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า อย่างที่บอก พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายอย่างชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนให้ได้ นโยบายหลายนโยบายต้องทำให้สำเร็จ และเราเป็นพรรคที่ทำนโยบายสำเร็จมาเยอะ ดังนั้น กระบวนการของการเมืองก็คือเรื่องหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพให้ได้

“ผ่านมาแล้วหลายปีมาก ๆ 10 ปี 20 ปี คณะผู้บริหารก็เปลี่ยนไป แม้ชื่อเป็นพรรคประชาธิปัตย์เหมือนเดิม แต่หลายอย่างในนั้นเปลี่ยนไปมาก ถ้าเราจะมีอะไรในเรื่องการเมืองต่อไปก็จะเป็นการเหนี่ยวรั้งประเทศเอาไว้ และการไปฟ้องร้องต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ มากมาย ไม่จำเป็นต่อการบริหารประเทศ” น.ส.แพทองธารกล่าว

เป็นนายกฯของคนไทยทุกคน

น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ส่วนคนเสื้อแดงที่เห็นต่างนั้น ขอพูดในฐานะนายกฯ ที่สัญญาไว้ว่าจะเป็นนายกฯ ของคนไทยทุกคน คือสิ่งที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่ออยู่ตรงนี้แล้ว ก็ต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชนทุกคน ตนเข้าใจความรู้สึกของคนเสื้อแดงดี คนเสื้อแดงจะพูดไม่ได้เลยว่าตนไม่เข้าใจ เพราะตนเข้าใจ

แต่วันนี้พร้อมหรือยังที่จะก้าวไปข้างหน้า พร้อมหรือยังที่จะเห็นประเทศชาติที่ดีขึ้น เตรียมประเทศให้ลูกหลาน วันนี้เราต้องเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องพร้อมด้วย สิ่งนี้สำคัญ

“เหมือนภูมิประเทศหนึ่งเป็นเผด็จการอะไรมา เราไม่ซื้อขายกับเขา แต่วันหนึ่งเขาเปลี่ยนเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตย แล้วเราจะซื้อขายกับเขาต่อก็คือการมองไปข้างหน้า อันนี้คืออนาคต ต่อไปนี้เราสามารถร่วมค้าขายกับประเทศนั้นได้แล้ว ขอให้สื่อมวลชนให้กำลังใจและผลักดันประเทศไปพร้อม ๆ กัน เพราะการเมืองทำอย่างเดียวไม่ได้ อย่าไปให้ความสำคัญกับอะไรที่ไม่สำคัญ การฟ้องที่ไม่สำคัญ หรือประเด็นที่ไม่สำคัญ เพราะหน้าที่ตรงนี้หนักและไม่ได้ง่าย” น.ส.แพทองธารกล่าว

ไม่หวั่น พปชร.ยื่นฟ้องร้อง

ส่วนพรรคพลังประชารัฐที่ผิดหวังจะมีการร้องไปยังองค์กรอิสระ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า เราคงไปห้ามการกระทำของเขาไม่ได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชารัฐก็ปล่อยให้เป็นปัญหาของเขา ซึ่งตนไม่มีส่วนในการตัดสินใจใด ๆ ทั้งสิ้นในพรรคนั้น ให้เขาแก้ปัญหากันเอง

ส่วนสาเหตุที่ไม่เอาพรรคพลังประชารัฐนั้น เพราะตัว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า มีเหตุผลที่ไม่สามารถทำงานต่อไปได้

สภานัดถกงบฯ 2568

อีกด้านหนึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร นัดประชุมสภาในวันที่ 3-5 กันยายน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วาระสองและวาระสาม หลังจากที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มีนายพิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณาแล้วเสร็จ

ในสาระที่ กมธ.พิจารณาคือ งบประมาณที่ตั้งไว้ 3.7 ล้านล้านบาท ปรับลดตามมติของ กมธ.รวม 7,824 ล้านบาท โดยได้จัดสรรให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอตามความเหมาะสมและจำเป็นรวม 6,821 ล้านบาท จัดสรรให้หน่วยงานรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการรวม 1,002 ล้านบาท

ลดงบฯกลาโหมทั้ง 3 เหล่าทัพ

รายการที่ปรับลดงบประมาณนั้น พบหน่วยงานที่ถูกปรับลดสูงสุด อาทิ กระทรวงกลาโหม ปรับลด 1,178 ล้านบาท หน่วยงานในสังกัดที่ถูกปรับลดงบประมาณที่น่าสนใจ อาทิ กองทัพบก ปรับลด 688 ล้านบาท จากที่เสนอขอ 3.6 หมื่นล้านบาท กองทัพเรือ ปรับลด 151 ล้านบาท จากที่เสนอขอ 1.9 หมื่นล้านบาท กองทัพอากาศ ปรับลด 113 ล้านบาท จากที่เสนอขอ 2.2 หมื่นล้านบาท โดยส่วนที่ปรับลดส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้าง ปรับปรุงอาคาร เป็นต้น

กระทรวงการคลังปรับลด 655 ล้านบาท โดยหน่วยงานในสังกัดที่ปรับลดน่าสนใจ อาทิ กรมสรรพสามิต ปรับลด 36 ล้านบาท ในรายการเรือตรวจการณ์ใช้ปฏิบัติภารกิจป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับปิโตรเลียม 1 ลำ

มหาดไทย-เกษตรฯโดนหั่นด้วย

กระทรวงมหาดไทย ปรับลด 395 ล้านบาท โดยหน่วยงานในสังกัดที่ถูกปรับลด อาทิ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปรับลด 44 ล้านบาท โดยพบการตัดในรายการการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ กรมโยธาธิการและผังเมือง ปรับลด 100 ล้านบาท พบอยู่ในรายการเขื่อนป้องกันตลิ่งหลายจังหวัด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปรับลด 367 ล้านบาท โดยหน่วยงานในสังกัดที่ถูกปรับลด อาทิ กรมชลประทาน ปรับลด 92 ล้านบาท จากที่เสนอขอ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นรายการของโครงการศึกษาความเหมาะสมการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ โครงการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหลายจังหวัด กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปรับลด 69 ล้านบาท จากที่เสนอขอ 1,830 ล้านบาท โดยรายการที่ปรับ อาทิ การจัดหาเครื่องเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ

ตั้งงบฯกลางเพิ่ม 1.2 พันล้าน

กระทรวงอุตสาหกรรม ปรับลด 206 ล้านบาท รายการที่ปรับลด อาทิ ค่าใช้จ่ายบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม 12 ล้านบาท กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ปรับลด 153 ล้านบาท รายการค่าใช้จ่ายเพื่อยกระดับหนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งเชฟอาหารไทย พัฒนาร้านอาหารเชฟชุมชน เป็นต้น

ขณะที่รายการเพิ่มเติมให้กับหน่วยงาน อาทิ งบฯกลาง ตั้งเพิ่ม 1,256 ล้านบาท เพื่อใช้ภารกิจฉุกเฉินและจำเป็น ซึ่งส่วนหนึ่งคาดว่าจะนำมาใช้ในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต