ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทย เผยผลสำรวจ ชี้หนี้ครัวเรือนไทยปี’67 ทะลุ 6 แสนบาท/ครัวเรือน สาเหตุจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย มีเหตุใช้เงินฉุกเฉิน ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น คาดสิ้นปีแตะ 0.4-90.8% ต่อจีดีพี
วันที่ 10 กันยายน 2567 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจจากทั่วประเทศ จำนวน 1,300 ตัวอย่าง ตั้งแต่วันที่ 1-7 กันยายน 2567 พบว่า คนไทยมีหนี้เฉลี่ย 606,378 บาท/ครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.4% เพิ่มขึ้น 47,000 บาท
เมื่อเทียบจากปี’66 และสูงสุดในรอบ 16 ปี ตั้งแต่ทำการสำรวจในปี’52 ที่มีหนี้สินครัวเรือนเฉลี่ยต่อครัวเรือนที่ 143,476.32 บาท ส่วนการผ่อนชำระต่อเดือนปี’67 อยู่ที่ 18,787.38 บาท เพิ่มขึ้นจากปี’66 ที่อยู่ 16,742 บาท
สูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลก คิดเป็น 90.4-90.8% ของจีดีพีประเทศ โดยมีอัตราภาระการผ่อนชำระ 18,787 บาท/เดือน
สาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนเกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และรายรับไม่พอกับรายจ่าย ประกอบกับปัจจุบันคนกู้หนี้นอกระบบมากกว่าในระบบมากขึ้น และจากผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่าส่วนใหญ่ กู้เพื่อนำไปลงทุน ประกอบอาชีพ ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ซื้อสินทรัพย์คงทน อาทิ บ้าน และรถ ซึ่งเป็นหนี้ที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นส่งผลทางจิตวิทยา ด้านความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากต่างชาติ
สาเหตุที่ผู้คนเป็นหนี้เพิ่มขึ้น 10 อันดับแรก ได้แก่
1. รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย 14%
2. มีเหตุไม่คาดคิดที่ต้องใช้เงินฉุกเฉิน 12.4%
3. ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น 12%
4. ภาระทางการเงินของครอบครัวสูงขึ้น 11.2%
5. ล้มเหลวจากการลงทุน 9.7%
6. ลงทุนประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้น 8.8%
7. ซื้อสินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น 7.7%
8. ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น 7%
9. ค่าเล่าเรียนของบุตรหลาน 4.1%
10. ขาดรายได้ เนื่องจากถูกออกจากงาน 3.9%
นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จากการเปรียบเทียบรายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในปัจจุบันพบว่า
จากกลุ่มตัวอย่างรายได้ต่อเดือนของครัวเรือน
มีรายได้ 5,000-15,000 บาท 3%
มีรายได้ 15,001-30,000 บาท 15.2%
มีรายได้ 30,001-50,000 บาท 18%
มีรายได้ 50,001-100,000 บาท 34.7%
มีรายได้มากกว่า 100,000 บาทขึ้นไป 29.1%
การเก็บออมเพื่อใช้ในยามฉุกเฉินในปัจจุบัน พบว่า ไม่เคยเก็บออม 48.1% มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือนขึ้นไป 22.6% มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน 16% มีแต่น้อยกว่าค่าใช้จ่าย 3 เดือน 13.3% ขณะที่การเก็บออมเทียบกับปีก่อน ลดลง 46.8%
สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือนของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า
ค่าอาหารและเครื่อมดื่ม (ไม่มีแอลกอฮอล์) 23.2%
ค่าเดินทาง/ยานพาหนะ 10.2%
ค่าที่อยู่อาศัย/เครื่องใช้/เครื่องเรือน 8.7%
ยาสูบ/เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 8.2%
ของใช้ส่วนตัว 8.1%
ค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว 7.9%
เวชภัณฑ์และค่ารักษาพยาบาล 7.1%
ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา 7%
ค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสาร 6.8%
กิจกรรมศาสนา 6.8%
การบันเทิง จัดงานพิธี จัดเลี้ยง 6%
หากเปรียบเทียบรายได้และค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในปัจจุบัน พบว่า รายได้ครัวเรือนน้อยกว่ารายจ่าย 46.3% รายได้ของครัวเรือนเท่ากับรายจ่าย 35% รายได้ครัวเรือนมากกว่ารายจ่าย 18.7%
เมื่อถามถึงวิธีแก้ปัญหา กรณีรายได้ไม่พอกับรายจ่าย พบว่า 55% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะใช้วิธีกู้ยืมจากแหล่งต่าง ๆ, 25.1% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะใช้วิธีประหยัด/ลดค่าใช้จ่าย, 10.4% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะใช้วิธีดึงเงินออมออกมาใช้ และ 9.5% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะใช้วิธีหารายได้เพิ่ม
สำหรับลักษณะการกู้ยืมที่นิยมที่สุดคือการกดเงินสดจากบัตรเครดิต
กดเงินสดจากบัตรเครดิต 24.8%
กู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ 23.7%
กู้เงินจากธนาคารเฉพาะกิจ 21.2%
การจำนำสินทรัพย์ 7.9%
กู้เงินจากสหกรณ์ 7.6%
กู้ยืมจากญาติพี่น้อง 7.3%
กู้ยืมจากนายทุน 6.0%
ขายสินทรัพย์ 0.9%
บริษัทให้สินเชื่อ 0.6%
ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา คนส่วนมาก 71.1% เคยผิดนัดชำระหนี้ และ 28.4% ไม่เคย ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผิดนัดชำระหนี้มากที่สุดคือ เศรษฐกิจไม่ดี รองลงมาคือรายได้ลดลง สภาพคล่องธุรกิจลดลง ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น
