น้ำท่วมลากยาวทุบจีดีพี พื้นที่เกษตรอ่วมแล้ว 3 แสนไร่

แม้ว่าจะได้รับคำยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บรรเทาความกังวลปัญหาน้ำท่วมปี 2567 จะซ้ำรอยปี 2554 ไปแล้ว จากการประเมินใน 5 ปัจจัย เปรียบเทียบปี’54 ทั้งปริมาณฝนสะสมปี 2567 น้อยกว่า จำนวนพายุที่คาดว่าจะเข้าประเทศไทยปี 2567 เพียง 1-2 ลูกน้อยกว่า ปี 2554 ที่มีถึง 5 ลูก ความสามารถในการรองรับน้ำของเขื่อนหลักปี 2567 ยังรับน้ำได้อีกมากและแนวโน้มสถานการณ์น้ำในลำน้ำสายหลัก ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติ

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมปีนี้รุนแรงไม่น้อยจากพิษลานีญา

โดยสถานการณ์ปัจจุบันตามข้อมูลกรมชลประทานล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 67 เกิดภาวะน้ำท่วมไปแล้ว 50 จังหวัด กลับสู่ภาวะปกติแล้ว 36 จังหวัด ที่เหลืออีก 14 จังหวัดยังมีภาวะน้ำท่วมขัง สร้างความเสียหาย และมวลน้ำยังคงไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลางบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งได้เพิ่มระดับการระบายน้ำบริเวณเขื่อนเจ้าพระยา (5 ก.ย. 67) ระดับ 1,498 ลบ.ม./วินาที

เกษตรกรอ่วมน้ำท่วม

นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ระบุว่า ทางสภาเกษตรแห่งชาติ จะประชุมในวันที่ 11-12 กันยายน 2567 เพื่อสรุปข้อมูลความเสียหายและผลกระทบที่เกิดจากน้ำท่วมในพื้นที่ภาคการเกษตร โดยเฉพาะภาคเหนือ และจากการติดตามยังพบว่าจะมีพายุพัดผ่านเข้ามาที่ประเทศไทยเพิ่มอีก

ล่าสุดสภาเกษตรฯ ได้ตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย มอบหมายให้ “สภาเกษตรกรจังหวัด” แต่ละจังหวัดเป็นประธาน เพื่อรวบรวมและสรุปความเสียหายในพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมด มาสรุปรายงานเพื่อเสนอต่อรัฐบาล สำหรับวางมาตรการเข้ามาช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรภายหลังน้ำลด

นัยฤทธิ์ จำเล

ซึ่งเบื้องต้นมีการรายงานความคืบหน้าพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเกือบ 3 แสนไร่ แบ่งเป็น ข้าว 272,659 ไร่ ข้าวโพด 3,640 ไร่ มันสำปะหลัง 647 ไร่ และอ้อย 682 ไร่ โดยคำนวณสัดส่วนพื้นที่การเกษตรที่มีการประเมินกลุ่มพืชไร่ ได้รับความเสียหายสูงสุดถึง 45% พื้นที่ปศุสัตว์ 33% ประมง 12% และพื้นที่เกษตรอื่น ๆ 10% มีการประเมินมูลค่าความเสียหายประมาณ 4,000 ล้านบาท และหากรวมพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายเพิ่มเติม เช่น ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี จะเสียหายอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท

ชาวนาร้อง 3 ข้อ

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมแจ้งสมาชิกโดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมให้รวบรวมและสรุปตัวเลขความเสียหายเพื่อนำรายงานเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เพราะเกษตรกรยังไม่ได้รับการช่วยเหลือดูแลจากหน่วยงานจากภาครัฐเลย

“ขณะนี้ชาวนาได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมอย่างมาก โดยสมาคมได้สรุปข้อเรียกร้อง 3 ข้อสำคัญ ทำหนังสือให้กับรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือและเยียวยาชาวนา คือ 1.ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐช่วยจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวมาให้ชาวนา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมได้ปลูกใหม่ 2.ต้องการให้รัฐบาลให้เงินเยียวยาชาวนาต่อไร่ เพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อน และ 3.การส่งเสริมเครื่องจักรมาช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูก”

ท่วม 1 เดือน เสียหายหมื่นล้าน

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยประเมินมูลค่าความเสียหายกรณีสถานการณ์น้ำท่วมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ เบื้องต้นประมาณ 8,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.05% ของ GDP (สมมุติให้สถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายภายใน 15 วัน) ให้กับที่ประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน (กกร.) แต่ยังต้องติดตามพายุที่อาจจะเข้ามาช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึง 1 เดือน และขยายวงกว้างอาจเสียหายรวมกว่าหมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 0.06% ของ GDP

“การประเมินเบื้องต้นพบว่า ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบมากที่สุด ถึง 7,168 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 89.6% ของความเสียหายทั้งหมด รองลงมาเป็นภาคบริการ เสียหาย 693 ล้านบาท (8.66%) และภาคอุตสาหกรรมเสียหาย 139 ล้านบาท (1.74%) โดยจังหวัดที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ เชียงราย เสียหายรวม 3,632 ล้านบาท รองลงมาคือ พะเยา 2,034 ล้านบาท และสุโขทัย 1,359 ล้านบาท”

ชงนายกฯอิ๊งค์บริหารจัดการเอง

พร้อมกันนี้ ที่ประชุม กกร. มีมติให้จัดตั้งคณะทำงานย่อยจัดทำข้อเสนอด้านการบริหารจัดการน้ำ เพื่อเสนอต่อภาครัฐ โดยเน้นการวางแผนระยะยาวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการน้ำและป้องกันปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการเชื่อมโยงระหว่างความต้องการน้ำและการจัดหาน้ำเพื่อให้สามารถจัดการน้ำได้อย่างเหมาะสม

ทางหอการค้าเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานระหว่างกระทรวงอย่างคล่องตัว และจะต้องเตรียมแผนรับมือมวลน้ำที่จะไหลลงมาสู่ภาคกลางและกรุงเทพฯ ตลอดจนปริมาณฝนที่คาดว่าจะมีการตกหลังเขื่อนในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม และมีพายุพัดผ่านไทยอีก 2 ลูก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมเพิ่มเติมได้ หากรัฐบาลมีแผนเชิงป้องกันไว้ล่วงหน้าที่ชัดเจนก็จะช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจได้มาก

และสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญทันทีหลังสถานการณ์ระดับน้ำลดลงและเข้าสู่ภาวะปกติ คือ การช่วยเหลือ ซ่อมแซม และฟื้นฟู ให้ประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ควรได้รับเงินชดเชยหรือเงินช่วยเหลือ ส่วนของภาคธุรกิจต้องเร่งสำรวจจัดลำดับความเสียหาย

“หอการค้าเห็นว่ารัฐบาลควรมีนโยบายให้สถาบันการเงินของรัฐ เร่งจัดมาตรการทางการเงินช่วยเหลือ เช่น การพักชำระหนี้ การลดดอกเบี้ย หรือแม้แต่ Soft Loan เพื่อช่วยปรับปรุง ซ่อมแซม เครื่องไม้เครื่องมือในการประกอบธุรกิจ เพื่อให้ภาคธุรกิจกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็ว”