บางจาก จ่อขึ้นท็อป 10 อาเซียน “ชัยวัฒน์” ดันยอด 6 แสนล้าน โต 5 เท่า

บางจากในมือซีอีโอ “ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” 10 ปี ยอดขาย-EBITDA เติบโต 5 เท่า ปี’67 กวาดรายได้ 6 แสนล้าน ลุ้นฟอร์จูนอันดับขึ้นท็อป 10 ในอาเซียน กางแผนเน็กต์สเต็ป 6 ปี ทุ่มลงทุน 1.2 แสน ลบ. ดัน EBITDA แตะ 1 แสนล้าน ยอดขาย 1 ล้านล้านบาท ในปี’73 รุกขยายธุรกิจแหล่งทรัพยากร E&P ปั๊มพลังงานสีเขียว จ่อเปิดไลน์ผลิตน้ำมันเครื่องบิน SAF รับเทรนด์โลก ไตรมาส 2/68 ดันยอดขาย 1.8 หมื่นล้าน ปูพรมเพิ่มเครือข่ายสถานีบริการกว่า 2,400 แห่ง

ปีนี้ถือว่าเข้าสู่ปีที่ 10 การดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของ “ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช” ผู้ที่แปลงโฉมจากปั๊มน้ำมันสหกรณ์ สู่ธุรกิจยักษ์ใหญ่พลังงานที่แข็งแกร่งในประเทศไทย สามารถสร้างการเติบโตได้ 5 เท่า กำลังก้าวสู่ทศวรรษที่ 5 และมองถึงอนาคตการเป็นองค์กร 100 ปี ตามแนวทาง “บางจาก100X”

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า วันที่ผมเข้ามา เป็นวันที่ ปตท.ขายหุ้น บางจากกลายเป็นลูกกำพร้า หลายคนมองว่าจะต่อยอดได้ไหม ผ่านมา 10 ปี บางจากเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง วันแรกมีสถานีบริการน้ำมันเพียง 800-900 แห่ง

หลัก ๆ เป็นปั๊มสหกรณ์ แต่มาปัจจุบันมี 2,214 แห่ง และจะไปถึง 2,400 แห่งในปี 2030 และมีโรงกลั่นเล็ก ๆ 1 โรง ตอนนี้มีโรงกลั่นที่ได้รับมาตรฐานระดับโลก 2 แห่ง คือ โรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง และโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ศรีราชา

ปีแรกที่เข้ามา ยอดขายประมาณ 120,000 ล้านบาท ปีนี้จะโตขึ้น 5 เท่า 600,000 ล้านบาท เป็นไปได้ สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 500,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกทำไปแล้วถึง 293,438 ล้านบาท ทั้งยังมีสินทรัพย์ 353,122 ล้านบาท ขณะที่ตัวเลข EBITDA ปีแรกจาก 7,000-8,000 ล้านบาท ขยับเป็น 42,000 ล้านบาทปีที่แล้ว โต 5 เท่าเช่นกัน

สู่ท็อป 10 อาเซียน

“ปัจจุบันบางจากได้รับการจัดอันดับเป็นบริษัทอันดับที่ 24 ในฟอร์จูน 500 ในอาเซียน เรามีเป้าหมายว่าหากปีนี้สามารถทำยอดขายได้ 600,000 ล้านบาท ปีหน้าจะสามารถขยับสู่ท็อป 10 ในอาเซียนได้ ในปี 2568 ยอดขายจะเติบโต 20% ซึ่งก็น่าจะมากกว่า 700,000 ล้านบาท จากนั้นไปถึง 2030 (2568-2573) เราวางกลยุทธ์ บางจาก100X มีเป้าหมายเพิ่ม EBITDA เป็น 100,000 ล้านบาท และจะเห็นยอดขาย 1 ล้านล้านบาท”

นอกจากนี้ กลุ่ม S&P Global เราอยู่ในอันดับ 2 ในสาขาธุรกิจนี้ และเป็น 1 ใน 7 ของบริษัทไทยที่เป็นผู้นำในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งที่ผ่านมาบางจากเปลี่ยนสัญลักษณ์เป็นใบไม้ใบใหม่ สะท้อนภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านพลังงานของประเทศที่มีความทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“สถานะบางจากจากกึ่งรัฐวิสาหกิจวันนี้ก็มีความเป็นเอกชนมากขึ้น สัดส่วน 61.21% มีความคล่องตัวในการบริหารและเติบโตขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงจากโรงกลั่นที่เล็กที่สุดในประเทศไทยมาสู่โรงกลั่นที่ดีที่สุดในโลก เนื่องจากเป็นโรงกลั่นเดียวในประเทศไทยที่ได้รับ TQA ซึ่งเป็นรางวัลคุณภาพที่ดีที่สุดในประเทศไทยในปี 2565

และเป็นอันดับ 1 และหนึ่งเดียวในรางวัล Best Employers โดย KINCENTRICS หมายความว่าเราเป็นองค์กรที่พนักงานอยู่แล้วมีความสุข คนเก่ง ๆ อยากมาทำงานกับเรามากขึ้น ทำให้มีพนักงานที่จะมาสืบทอดความยั่งยืนของเรา แนวคิด 100X เราอยากเห็นพนักงานบางจากมีความสุข 100 เท่า และบางจากเป็นองค์กร 100 ปี”

ทั้งนี้ บางจากจะดำเนินการ 4 กลยุทธ์ ในการขับเคลื่อน Multi Growth Engines คือ 1) Rising Beyond Refinery Legacy จากการควบรวมธุรกิจและพัฒนาสู่การผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) 2) Unleashing Full Potencial of Networks การขยายส่วนแบ่งการตลาดเชิงกลุยทธ์ และการเพิ่มศักยภาพเครือข่ายการตลาด 3) Empowering E&P Business คือการใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของ OKEA และการขยายธุรกิจขุดเจาะและสำรวจแหล่งพลังงาน (E&P) และ 4) Driving Value Creation in Green Power การขับเคลื่อนการสร้างมูลค่าในธุรกิจพลังงานสีเขียว และการเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน

ลงทุน 6 ปี 1.2 แสนล้านบาท

นายชัยวัฒน์กล่าวถึงแผนต่อไปว่า บริษัทเป้าหมายภายในปี 2573 รายได้จากการขายและให้บริการเติบโตขึ้นอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท และ EBITDA เติบโตขึ้นที่ 100,000 ล้านบาท โดยวางแผนการลงทุน 6 ปี ระหว่างปี 2025-2030 (2568-2573) 120,000 ล้านบาท จะแบ่งสัดส่วนเป็น กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource) สัดส่วน 35% ประมาณ 42,000 ล้านบาท

ขณะที่กลุ่มธุรกิจการกลั่นและการค้าน้ำมัน (Refinery & Marketing) ราว 30%, ธุรกิจพลังงานสีเขียว (Green Power) สัดส่วน 25% ราว 30,000 ล้านบาท และธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ และธุรกิจใหม่ (Biobase & New Business) ราว 10%

“แนวทางการใช้เงินลงทุนในช่วง 120,000 ล้านบาท จะแบ่งเป็น M&A ในสัดส่วน 45% ประมาณ 55,000 ล้านบาท ลงทุนในกลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ 60% และกลุ่มพลังงานสีเขียว (Green Power) 40% เหตุผลที่ลงทุนในธุรกิจต้นน้ำแหล่งพลังงาน ทั้งที่ทั่วโลกมุ่งสู่ Net Zero เพราะวันนี้มีข้อมูลหลายส่วน เช่น

ล่าสุดของเอ็กซ์ซอนมีการวิเคราะห์ว่าความต้องการใช้น้ำมันจะไม่ถึงระดับพีกในอีก 30 ปีข้างหน้า โลกยังต้องการใช้น้ำมันมากกว่า 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือกฎหมายการยกเลิกการขายรถยนต์สันดาปในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ก็ถูกยกเลิกไปแล้ว ดังนั้นเราจำเป็นต้องลงทุนต้นน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน” นายชัยวัฒน์กล่าว

สำหรับที่มาของเงินทุนดังกล่าวมาจากการกู้เงิน 50% และ Cash in Flow ของบริษัทอีก 50% เพราะบริษัทมีเงินสดหมุนเวียนปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท เมื่อหักลบภาระหนี้ของบริษัท 120,000 ล้านบาท เหลือ 72,000 บาท ซึ่งหากจะทยอยใช้หนี้ด้วยเงินสดที่มีก็จะใช้ระยะเวลาประมาณ 1.5 ปีเท่านั้น

ด้านนางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน กล่าวว่า ในปี 2567 คาดการณ์ทั้งปีใช้เงินลงทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท จากแผนการลงทุนที่เคยสื่อสารไว้ 50,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังมีการจัดสรรเงินบางส่วนไว้สำหรับการพิจารณาเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) ด้วย แต่จะเป็นการใช้เงินแบบค่อยเป็นค่อยไป

ส่วนแผนในปี 2025 (2568) เบื้องต้นวางงบฯลงทุนไว้ 50,000 ล้านบาท โดยจะแบ่งเป็น การลงทุนในกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resource) 20,000 ล้านบาท เท่ากับธุรกิจพลังงานสีเขียว (Green Power) 20,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มธุรกิจการกลั่นและการค้าน้ำมัน (Refinery & Trading) 4,500 ล้านบาท ธุรกิจการตลาด 2,900 ล้านบาท ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Biobase) 1,000 ล้านบาท และธุรกิจใหม่ (New Business) 1,600 ล้านบาท

1 ปีควบรวม บางจาก-เอสโซ่

ขณะเดียวกันในวันที่ 1 ก.ย. 2567 ที่ผ่านมานับเป็นวันที่ครบ 1 ปี บางจากควบรวมธุรกิจบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มาสู่ บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ BSRC โดยขณะนี้ได้ปรับเปลี่ยนโลโก้สถานีบริการน้ำมันจากเอสโซ่เป็นบางจากมากกว่า 75-80% เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะครบ 100% ในเร็ว ๆ นี้ ทั้งการเปลี่ยนผ่านลูกค้าจากเอสโซ่สมายด์มาเป็นสมาชิกบางจาก 7 ล้านรายเรียบร้อย

“การควบรวมส่งผลดีกว่าที่คาดไว้ จากที่ผมได้เจอกับกลุ่มนักลงทุน และแบงก์ต่างตอบรับดี ซึ่งผมพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่าการควบรวมส่งผลต่อปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน เช่น เส้นบางนา-ตราด พระราม 2 ยอดขายเพิ่มเท่าตัว มาถึงครึ่งปียอดขายน้ำมันเบนซิน หรือแก๊สโซฮอล์ยอดขายตก 0.5% แต่ยอดขายของบางจากเพิ่มขึ้น 5% ผลของคอนวีเนี่ยนสโตร์เอฟเฟ็กต์มีผลดีต่อยอดขาย” นายชัยวัฒน์กล่าว

ด้านนายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) หรือ BSRC กล่าวว่า หลังจากการควบรวม 1 ปีในปีนี้ บริษัทจะมี EBITDA อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งในครึ่งปีแรกสามารถทำได้แล้ว 3,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายปี 2568 ไว้ที่ 5,500 ล้านบาท

แบ่งสัดส่วนเป็น ธุรกิจโรงกลั่น 3,300 ล้านบาท จากการเพิ่มประสิทธิภาพการกลั่น โรงกลั่นศรีราชาจะมีกำลังการผลิต 155 KBD, ธุรกิจโลจิสติกส์ 300 ล้านบาท จากการแบ่งโซนโฟกัสของ 2 โรงกลั่น, ธุรกิจการตลาด 400 ล้านบาท จากการขายเพิ่มในสินค้าเกี่ยวกับเชื้อเพลิงเครื่องบิน และจากกำไรจากการลดต้นทุน (Corporate Cost Saving) จากการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกัน 1,500 ล้านบาท

เดินหน้าผลิต SAF

นายธรรมรัตน์ ประยูรสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจโรงกลั่นว่า บางจากเริ่มต้นด้วยโรงกลั่นน้ำมันแบบพื้นฐาน (Simple Refinery) ในปี 2527 กำลังการผลิต 40 KBD/วัน ขยับมาเป็น 222 KBD และควบรวมโรงกลั่นเอสโซ่ ทำให้สามารถเพิ่มกำลังการกลั่นเป็น 266 KBD

และได้มีการจัดตั้ง ROSE (Refinery Optimization Synergy Enterprise) เพื่อวางแผนและให้บริการบริหารงานธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ทั้งกระบวนการจัดหา แผนการผลิต ขนส่ง บริหารความเสี่ยงด้านราคา บริหารการขาย ของโรงกลั่นศรีราชา และโรงกลั่นพระโขนง โดยมีการออกแบบซอฟต์แวร์ผ่านโปรดักต์ของทั้ง 2 โรง เพื่อสามารถบริหารจัดการร่วมกันได้

ส่วนในปี 2568 หน่วยผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel Unit, SAFU) ที่โรงกลั่นพระโขนงจะก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนแห่งแรกในประเทศไทย (SAF) ผ่านบริษัท บีเอสจีเอฟ (BSGF) ที่รวบรวมรับซื้อน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ผ่านโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” และอื่น ๆ ประมาณ 1 ล้านลิตรต่อวัน มาผลิต SAF

คาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถเริ่มผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนได้ภายในเดือนมีนาคม 2568 โดยตั้งเป้ารายได้ทั้งปีไว้ที่ 18,000 ล้านบาท ด้วยกำลังการผลิต 7,000 บาร์เรลต่อวัน ลดคาร์บอนได้ประมาณ 80% นับเป็น SAF ที่ใช้เงินลงทุนต่ำสุดของโลกราว 85,000 ล้านบาท

ดึงโมเดล OKEA ปั้นแหล่งอาเซียน

ด้านนายโกมุท มณีฉาย ผู้อำนวยการ บริษัท บีซีพีอาร์ จำกัด ธุรกิจสำรวจและจัดหาแหล่งปิโตรเลียม เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทบางจากได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ด้วยการลงทุนในแหล่ง OKEA ASA ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจสู่ต้นน้ำจากการลงทุนในแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในประเทศนอร์เวย์ ตั้งแต่ปี 2561

โดยมีเป้าหมายขยายกำลังการผลิต 36,000-40,000 บาร์เรลต่อวันภายในปี 2568 และขยายกำลังการผลิต 50,000 บาร์เรลต่อวันภายในปี 2573 ตลอดจนมีแผนที่จะขยายธุรกิจ E&P ผ่านการ M&A ในบริษัทต่าง ๆ ที่มีความต้องการตรงกับพอร์ตของบริษัทในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก เช่น เอเชีย-แปซิฟิก หรือเข้าไปเป็นพันธมิตรร่วมกับบริษัทที่มีอยู่แล้ว

“บีซีพีอาร์ จะต่อยอดโมเดลความสำเร็จจาก OKEA มาไว้ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ E&P ของกลุ่มบริษัทบางจากอย่างยั่งยืน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะคอนทริบิวต์ 100,000 บาร์เรลต่อวันภายในปี 2573 ซึ่งหลังจากที่มีการประกาศแนวทางการดำเนินงานไป ทำให้มีผู้สนใจติดต่อมาเจรจา โดยคาดว่าจะมีข่าวดีในไตรมาส 4 ปีนี้”

ขยายปั๊ม 2,400 แห่ง

ด้านนายเสรี อนุพันธนันท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด กล่าวว่า ธุรกิจการตลาดขยายแนวคิด “Greenovative Destination” โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มเครือข่ายสถานีบริการจาก 2,214 แห่ง เป็น 2,400 แห่งภายในปี 2573 และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจาก 28.8% เป็น 33% โดยมุ่งเน้นที่ตลาดที่มีความต้องการสูง ผ่านน้ำมันคุณภาพสูง (Premium Product) โดยจะครอบคลุมในจังหวัดที่มีความต้องการสูงราว 41% ในปี 2025

ในส่วนของธุรกิจตลาดพาณิชยกรรม (Commercial Market) บางจากเป็นอันดับ 2 ของตลาด เรามุ่งจะขยายตลาดในภูมิภาค (กัมพูชา ลาว สหภาพเมียนมา และเวียดนาม) การรวมบริการที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ พร้อมสร้างประสบการณ์การใช้บริการของลูกค้า ขณะที่การเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์บางจาก เช่น ร้านกาแฟอินทนิล ปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยภายในปี 2030 ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเป็น 2,400 แห่ง

“เราได้รองรับเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง บางจากได้ติดตั้ง EV Charge Station ภายในสถานีบริการเพื่อรองรับผู้ใช้บริการ ซึ่งตั้งเป้าในทุก ๆ 100 กิโลเมตร จะมีสถานีชาร์จไฟฟ้า” นายเสรีกล่าว

ปั๊มไฟฟ้าสีเขียว-BioTech

นายนิวัติ อดิเรก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG กล่าวว่า ธุรกิจพลังงานสีเขียวตั้งเป้าได้รับการคัดเลือกเป็นหุ้นที่เข้าคำนวณดัชนี SET50 และเป็นหนึ่งในหุ้นยั่งยืนที่ถูกคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของดัชนี DJSI ด้วยกลยุทธ์เน้นการขยายการลงทุนในพลังงานสีเขียวในประเทศที่มีธุรกิจอยู่แล้ว และการทำ Capital Recycling เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น

เมื่อปี 2566 ที่ผ่านมาก็ได้ลงทุนธุรกิจใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้า 4 โรง กำลังการผลิตรวม 857 เมกะวัตต์ สำหรับแผนกลยุทธ์ BCPG ได้เพิ่มกำลังการผลิตในพลังงานหมุนเวียนในประเทศเวียดนาม, ไต้หวัน เพิ่มเติม ส่งผลให้ปัจจุบัน บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 1,959 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เรียบร้อยแล้ว 1,183.2 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วน 60% อยู่ระหว่างพัฒนา 776.2 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วน 40%

นายกิตติพงศ์ สุธรรมเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ 1.8 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็นปริมาณการผลิตไบโอดีเซล 1 ล้านลิตรต่อวัน สัดส่วน 53% และเอทานอล 8 แสนลิตรต่อวัน สัดส่วน 43% แต่ยังไม่เพียงพอรองรับความต้องการใช้ในกลุ่ม หรือดีมานด์มากกว่าซัพพลาย 30%

บริษัทมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์และขยายธุรกิจหลักไปสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูง ตั้งเป้าจะเป็นผู้ผลิต CDMO (Contract Development and Manufacturing Organization) รายแรกในอาเซียน ปี 2568 ปริมาณ 2 แสนลิตรต่อปี และมากกว่า 1 ล้านลิตรต่อปีภายในปี 2571 มีเป้าหมายที่จะเข้าสู่ธุรกิจ BioTech มากขึ้น