BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเบอร์หนึ่งของโลกจุดกระแสราคาดุเดือดใน ตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ของจีน อีกครั้ง เมื่อประกาศ ลดราคารถยนต์ 22 รุ่น ทั้งประเภท BEV (รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่) และ PHEV (รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด) สูงสุดถึง 30% โดยเริ่มตั้งแต่สัปดาห์นี้จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2568 ส่งผลให้หุ้นผู้ผลิตอีวีในจีนร่วงถ้วนหน้า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามของ BYD ในการช่วงชิงยอดขายและขยายฐานลูกค้าในช่วงที่ตลาดกำลังอิ่มตัว โดยนักวิเคราะห์คาดว่าโปรโมชั่นนี้จะช่วยเพิ่มผู้เข้าโชว์รูมถึง 30-40% ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น และอาจทำให้ผู้เล่นอีวีรายเล็กต้องออกจากตลาด
สงครามราคารถยนต์ไฟฟ้าในจีนกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ BYD ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดทั้งในจีนและระดับโลก ประกาศ ลดราคารถยนต์ถึง 22 รุ่น ซึ่งครอบคลุมทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) โดยส่วนใหญ่เป็นรถรุ่นที่มีราคาต่ำกว่า 150,000 หยวน หรือประมาณ 680,000 บาทไทย
การลดราคาครั้งนี้ มีผลตั้งแต่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม และจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึง สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 โดยมีส่วนลดตั้งแต่ 10% ไปจนถึง 30% ซึ่งเป็นการปรับราคาที่มีนัยสำคัญ และสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดในทันที
นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ระบุว่า การลดราคาของ BYD เริ่มมีขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการในตอนนั้น อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวโปรโมชั่นเต็มรูปแบบครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมโชว์รูมของ BYD เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยประเมินว่าอาจพุ่งขึ้นถึง 30-40% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเริ่มโปรโมชั่น
ผลกระทบจากการลดราคาของ BYD ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในด้านยอดขายเท่านั้น แต่ยังสะเทือนไปถึงตลาดหุ้นในกลุ่มอีวีจีน โดยหุ้นของผู้ผลิตหลายรายร่วงลงทันที ได้แก่ BYD เองที่ร่วง -7.5%, Xpeng -3.4%, Li Auto -3.2% และ Geely -6.7% ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบจากสงครามราคาที่ยืดเยื้อ
ข้อมูลจาก Jato Dynamics บริษัทวิจัยตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มีสตาร์ทอัพกว่า 169 รายเข้าสู่ตลาดอีวีในจีน ซึ่งการแข่งขันที่ดุเดือดทำให้ผู้เล่นจำนวนมากขาดทุนต่อเนื่อง โดยกว่า 50% มีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 0.1% ขณะนี้มีเพียง BYD, Li Auto และ Seres เท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้
Wei Jianjun ประธานบริษัท Great Wall Motor (GWM) เตือนว่า สงครามราคาที่ดำเนินต่อเนื่องเช่นนี้ จะสร้างแรงกดดันต่อซัพพลายเชนทั้งระบบ และอาจทำให้ผู้ผลิตบางรายต้องล้มละลาย พร้อมชี้ให้เห็นว่า “การลดราคาจาก 220,000 หยวน เหลือเพียง 120,000 หยวนในเวลาไม่กี่ปี เป็นสิ่งที่ตั้งคำถามได้ว่าอุตสาหกรรมไหนสามารถทำเช่นนี้ได้ โดยยังรักษาคุณภาพสินค้าไว้ได้อย่างแท้จริง”
ขณะที่ Michael Dunne ที่ปรึกษาอาวุโสซึ่งติดตามอุตสาหกรรมยานยนต์จีน กล่าวอย่างชัดเจนว่า การลดราคาครั้งนี้จะ “ฆ่า” ผู้เล่นรายเล็กที่อ่อนแอให้ออกจากตลาด แต่ก็จะเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นรายใหม่ที่มีทุนและเทคโนโลยี เช่น Xiaomi หรือ Huawei เข้ามาแข่งขันในตลาดที่กำลังปรับโครงสร้างนี้
ข้อมูล : positioningmag
Photo : Shutterstock
