เศรษฐกิจเปราะบาง แต่ Shopee-Lazada ฟันกำไรสวนตลาด

ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่มซบเซา ค่าแรงนิ่ง กำลังซื้อหดหาย แต่สองยักษ์อีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee และ Lazada กลับโกยรายได้ทะลุ 78,255 ล้านบาท พร้อมกำไรรวมเฉียด 5,500 ล้านบาท สะท้อนความจริงอันขัดแย้งว่า แม้ประชาชนจะ “จนลง” แต่เงินกลับไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มต่างชาติมากขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

เศรษฐกิจไทยปี 2567 ยังคงเผชิญแรงเสียดทานหลายด้าน ทั้งอัตราการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว ค่าเงินผันผวน และภาคส่งออกที่ยังฟื้นไม่เต็มศักยภาพ ขณะที่ราคาสินค้าสูงขึ้นเร็วกว่าอัตราเงินเฟ้อ “กำลังซื้อจริง” ของคนไทยกลับลดลงสวนทางกับดัชนี GDP ธุรกิจดั้งเดิมจำนวนมากต้องดิ้นรนท่ามกลางต้นทุนที่พุ่งไม่หยุด ทว่าอีคอมเมิร์ซกลับเติบโตสวนทาง เสมือนเป็น “เกาะรอด” ของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจฝืด

จากงบการเงินปี 2567 Shopee มีรายได้ 49,964 ล้านบาท ทำกำไรสุทธิ 4,630 ล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่ดำเนินธุรกิจในไทย ขณะที่ Lazada มีรายได้ 28,291 ล้านบาท และกำไร 836 ล้านบาท รวมกันทำกำไรเกือบ 5,500 ล้านบาทในปีเดียว ทั้งที่ผู้บริโภคจำนวนมากอ้างว่า “ไม่มีเงินใช้จ่าย”

กลยุทธ์หลักที่ขับเคลื่อนความสำเร็จคือ “การทุ่มตลาด” ผ่านการขายขาดทุนในช่วงแรก โค้ดส่วนลด ค่าขนส่งฟรี และระบบอัลกอริธึมที่ผลักดันร้านค้าตามพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้เกิดการ “ผูกขาดพฤติกรรม” อย่างแนบเนียน เมื่อผนวกกับโลจิสติกส์ในเครืออย่าง Shopee Xpress และ Lazada Logistics ก็ยิ่งทำให้ต้นทุนต่ำลงกว่าคู่แข่งท้องถิ่นอย่างมาก

สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs การแข่งขันบนแพลตฟอร์มเหล่านี้กลับไม่ใช่เวทีที่เป็นธรรมอีกต่อไป ร้านค้าไทยจำนวนมากต้องเข้าไปเล่น “ในสนามของคนอื่น” ซึ่งกฎเกม ค่าใช้จ่าย และการมองเห็นถูกควบคุมโดยบริษัทข้ามชาติ แถมยังต้องเผชิญหน้ากับสินค้าจีนราคาต่ำกว่าทุนที่ไหลเข้ามาขายตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่ผ่านคนกลาง

ผลที่ตามมาคือ รายย่อยไทยจำนวนมาก “หายไปจากระบบ” เพราะสู้สงครามราคาที่ไม่สมดุลไม่ไหว ขณะที่แบรนด์ไทยหลายรายสูญเสียอำนาจต่อรอง ขาดข้อมูลลูกค้า และไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ซื้อได้เลย เนื่องจากแพลตฟอร์มไม่เปิดเผยข้อมูลเชิงลึก

กรณี Shopee และ Lazada ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ทางธุรกิจ แต่คือ “ภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล” ที่ทุนจากสิงคโปร์และจีนเข้ามาครอบงำตลาดภายในไทยโดยเบ็ดเสร็จ ขณะที่มูลค่าเพิ่มไหลออกจากระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

หากภาครัฐไม่เร่งออกมาตรการป้องกัน เช่น การเก็บภาษีนำเข้าแบบ Parcel-based การคุมมาตรฐานสินค้า การควบคุมอัลกอริธึมแพลตฟอร์ม และการผลักดันแพลตฟอร์มคนไทย เราอาจต้องเผชิญอนาคตที่ตลาดไทยเป็นเพียง “ตลาดปลายทาง” ที่เงินรั่วไหลออกต่างประเทศ และผู้ประกอบการในประเทศหมดโอกาสแข่งขันโดยสิ้นเชิง

ข้อมูล : bangkokbiznews