โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าครั้งใหม่ โดยกำหนดให้มีการเก็บภาษีพื้นฐาน 10% สำหรับสินค้าทุกประเภทที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ และจะเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นกับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นการยกระดับสงครามการค้าอีกครั้งหลังจากที่เขากลับสู่ทำเนียบขาว
ไทยติดโผอัตราภาษีสูงสุดในอาเซียน
ทรัมป์ได้แสดงแผนภูมิอัตราภาษีนำเข้าใหม่ขณะกล่าวสุนทรพจน์ที่ทำเนียบขาว โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราต่างๆ ดังนี้:
ประเทศ | อัตราภาษีนำเข้า (%) |
---|---|
สิงห์โปร์ | 10% |
ฟิลิปปินส์ | 17% |
บลูไน | 24% |
ไทย | 36% |
เวียดนาม | 46% |
อินโดนีเซีย | 32% |
มาเลเซีย | 24% |
กัมพูชา | 49% |
เมียนมาร์ | 44% |
ลาว | 48% |
มาตรการนี้มีผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมส่งออกของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และสินค้าเกษตร นอกจากนี้ อัตราภาษีที่สูงยังอาจส่งผลต่อราคาสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ และลดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
รมว.คลังสหรัฐเตือนอย่าตอบโต้
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศคู่ค้าหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการตอบโต้ โดยระบุว่าสหรัฐฯ พร้อมเจรจาแต่จะ “ปล่อยให้สถานการณ์สงบลงสักระยะ” ก่อนหารือเกี่ยวกับข้อเรียกร้องจากประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ
นักวิเคราะห์มองว่าคำเตือนของสหรัฐฯ อาจเป็นสัญญาณว่า หากประเทศคู่ค้าเลือกใช้มาตรการตอบโต้ เช่น การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ อาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้าเพิ่มเติม และอาจส่งผลให้สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรงขึ้น
เวียดนามเตรียมบินเจรจาด่วน
รายงานจากบลูมเบิร์กระบุว่า รัฐบาลเวียดนามได้ส่งรองนายกรัฐมนตรีโฮ ดึก ฟ็อก และคณะนักธุรกิจระดับสูงจากหลายอุตสาหกรรม เช่น สายการบิน เวียดนาม แอร์ไลน์ส และเวียดเจ็ต รวมถึงกลุ่มทุนวินาแคปิทัล ไปยังสหรัฐฯ เพื่อเจรจาต่อรองเกี่ยวกับมาตรการภาษีใหม่ โดยมีแผนพบเจ้าหน้าที่จากบริษัทโบอิ้งและธนาคารสหรัฐฯ ก่อนเข้าพบเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว
การเดินทางของคณะผู้แทนเวียดนามครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เวียดนามเพิ่งประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ หลายประเภท เช่น ก๊าซแอลเอ็นจี รถยนต์ และสินค้าเกษตร เพื่อหวังหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการลดภาษีดังกล่าวจะช่วยให้เวียดนามได้รับการยกเว้นหรือผ่อนปรนจากมาตรการของทรัมป์หรือไม่
ตลาดหุ้นผันผวนหนักหลังประกาศภาษี
นักลงทุนตอบสนองต่อประกาศของทรัมป์ด้วยความกังวล ส่งผลให้ดัชนีฟิวเจอร์สในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกมาอยู่ในแดนลบ โดยฟิวเจอร์ส S&P 500 ลดลง 1.6% ขณะที่ฟิวเจอร์ส Nasdaq ลดลง 2.4% ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นอาจปรับตัวลดลงเมื่อเปิดทำการวันถัดไป
ก่อนที่ทรัมป์จะประกาศนโยบายภาษี ดัชนีหุ้นสำคัญปิดตลาดในแดนบวก:
- ดาวโจนส์ ปิดที่ 42,225.32 จุด เพิ่มขึ้น 235.36 จุด (+0.56%)
- S&P 500 ปิดที่ 5,670.97 จุด เพิ่มขึ้น 37.90 จุด (+0.67%)
- Nasdaq Composite ปิดที่ 17,601.05 จุด เพิ่มขึ้น 151.16 จุด (+0.87%)
ราคาน้ำมันและทองคำตอบสนองทันที
ราคาน้ำมันดิบและทองคำปรับตัวทันทีหลังการประกาศของทรัมป์ โดยราคาน้ำมันเบรนท์ลดลง 0.37% ปิดที่ 74.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ลดลง 0.39% ปิดที่ 71.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนว่ามาตรการภาษีของทรัมป์อาจกระทบต่ออุปสงค์พลังงานและทำให้ตลาดน้ำมันเผชิญความผันผวนมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ราคาทองคำพุ่งขึ้น 0.6% สู่ระดับ 3,129.46 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยนักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน
วิเคราะห์ผลกระทบ: ไทยต้องเตรียมตัวอย่างไร?
มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมส่งออกของไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และสินค้าเกษตร รัฐบาลไทยอาจต้องเร่งดำเนินการเจรจาทางการค้าเพื่อลดผลกระทบ พร้อมทั้งมองหาตลาดส่งออกใหม่เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และป้องกันภาวะการส่งออกชะลอตัวที่อาจเกิดขึ้น
