บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ Gulf และบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ได้จัดประชุมผู้ถือหุ้นร่วมกันเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 เพื่ออนุมัติการควบรวมกิจการ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 เมษายน 2568 และเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF โดยจะกลับมาทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 3 เมษายน 2568
ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติแผนควบรวม
ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัทมีมติเห็นชอบกำหนดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วของ GULF ไว้ที่ 14,939 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 14,939 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท พร้อมกับการแต่งตั้งคณะกรรมการบริษัทจำนวน 12 คน ซึ่งประกอบไปด้วยกรรมการจาก Gulf เดิม 8 คน และกรรมการใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอีก 4 คน ได้แก่ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ, ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์, นางสิริวิภา สุพรรณธเนศ และ นายดิษทัต ปันยารชุน
ทิศทางธุรกิจหลังควบรวม: ลุยอินฟราสตรักเจอร์-ดาต้าเซ็นเตอร์
นายสารัชถ์ รัตนาวะดี รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF ระบุว่า การควบรวมจะช่วยเพิ่มศักยภาพของธุรกิจ โดยโครงสร้างธุรกิจใหม่จะประกอบด้วย 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจพลังงาน, โครงสร้างพื้นฐาน, ดิจิทัล และการลงทุน
โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีกำลังการผลิต 24 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในไตรมาส 2 ของปี 2568 ซึ่งขณะนี้มีลูกค้าเข้าจองเต็มแล้ว และมีแผนขยายกำลังผลิตในเฟสต่อไป
การเงินแข็งแกร่ง-หนี้สินลดลง-กำไรเพิ่มขึ้น
GULF คาดว่าการควบรวมจะทำให้บริษัทสามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3,500 ล้านบาทต่อปี และเงินปันผลที่ได้รับจะเพิ่มขึ้นกว่า 6,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่อัตราหนี้สินต่อทุนลดลงเหลือ 0.8 เท่า จากเดิมที่ 1.8 เท่า เนื่องจาก INTUCH เป็นบริษัทที่ไม่มีภาระหนี้สินและมีสภาพคล่องสูง
นอกจากนี้ ที่ผ่านมา GULF สามารถออกพันธบัตรได้ตามเป้าหมาย โดยการออกพันธบัตรสองครั้งล่าสุดมีมูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท และได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดทุน
แผนลงทุน 5 ปี มูลค่า 1 แสนล้านบาท
หลังการควบรวม GULF ตั้งงบลงทุนระยะ 5 ปี ไว้ที่ 100,000 ล้านบาท โดย 60-70% จะมุ่งเน้นการลงทุนใน พลังงานสะอาด และปี 2568 จะใช้งบลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ GULF ยังคงมองหาโอกาสลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ รวมถึงโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เฟสที่ 2 และ 3 เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัล
ยืนยันซื้อหุ้นกสิกรคุ้มค่า
นายสารัชถ์ยังกล่าวถึงการเข้าซื้อหุ้น ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) จำนวน 77 ล้านหุ้น หรือ 3.25% โดยมองว่าเป็นการลงทุนที่ช่วยเสริมศักยภาพของกลุ่ม GULF ในด้านสภาพคล่องและการบริหารความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม การซื้อหรือขายหุ้น KBANK เพิ่มเติมในอนาคตจะขึ้นอยู่กับภาวะตลาด
การควบรวมจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
การควบรวม Gulf-INTUCH เป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่งขึ้น โดยใช้จุดแข็งของทั้งสองบริษัทเพื่อขยายฐานรายได้ ครอบคลุมตั้งแต่พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคม ไปจนถึงดิจิทัลและการเงิน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้กับ GULF และผู้ถือหุ้นต่อไป

ข้อมูล / ภาพ : bangkokbiznews