“พีระพันธุ์”  เร่งกฎหมายพลังงานใหม่ 3 ฉบับ – ตั้งคลังสำรองน้ำมัน  จ่อตรึงราคา LNG ต่อ

“พีระพันธุ์” เดินหน้านโยบาย“ “รื้อ ลด ปลด สร้าง ” เตรียมออกกฎหมายใหม่ใช้ราคาต้นทุนจริงแทนอิงราคาน้ำมันจากต่างประเทศ  พร้อมกฎหมายระบบสำรองน้ำมัน ตั้งคลังจัดเก็บฯ 9,000 ล้านลิตร เปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตพลังงานไฟฟ้าเอง แย้มตรึงราคา LNG ต่อ 3 เดือนถึงสิ้นปี – ดีเซลรอครม.ใหม่ ชี้ค่าไฟแพงเป็นความท้าทายรัฐบาลออกนโยบาย แก้ปัญหาต้นทุนภาคธุรกิจสูง เปรียบเทียบการลงทุนเพื่อนบ้าน แนะเร่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเพิ่ม

วันที่ 11 กันยายน 2567 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “รื้อ ลด ปลด สร้าง เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความยั่งยืน” ภายในงานสัมนาเดลินิวส์ ที่จัดขึ้นในหัวข้อ “พลังงานสะอาด” ความยั่งยืน และทางรอดยุคธุรกิจใหม่

โดยยืนยันว่าจะเดินหน้านโยบายลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประเทศ ผ่านกฎหมายด้านพลังงานฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายสำคัญ 3  ฉบับ

ประกอบด้วย (1) กฎหมายกำกับดูแลการประกอบกิจการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจะนำระบบ Cost Plus มาใช้ ซึ่งเป็นระบบที่คำนวณราคาตามต้นทุนจริงแทนการอิงราคาน้ำมันจากต่างประเทศ เปิดโอกาสให้ผู้ค้าน้ำมันสามารถกำหนดราคาเองได้  (2) กฎหมายที่อนุญาตส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซล่าเซลล์ และ  (3) กฎหมายการจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve)

เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถควบคุมราคาได้เอง  ซึ่งจะต้องมีคลังจัดเก็บน้ำมันสำรองในเบื้องต้น 90 วัน หรือประมาณ 9,000 ล้านลิตร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถควบคุมราคาได้เอง ขระนี้อยู่ระหว่างจัดเตรียมร่างกฎหมายเกี่ยวกับการสํารองน้ำมันของประเทศ คาดว่า 2 ฉบับแรกจะเข้าสภาภายในปีนี้ (67) ส่วนฉบับที่ 3 จะเข้าสภาปี 2568

“หลักการของกฎหมายนี้คือจะนำน้ำมันสำรองนี้มาดูแลปัญหาราคาน้ำมันแทนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนกองทุนน้ำมันที่ใช้เงินและสร้างหนี้สาธารณะ ให้กลายมาเป็นทรัพย์สินของประเทศ” นายพีระพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมความเห็นจากทุกภาคส่วน เช่น ข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยย้ำให้หน่วยงานรับผิดชอบให้ดำเนินการโดยเร็ว เพื่อประกาศใช้ทางการต่อไป

จ่อตรึง LNG ต่อ – ดีเซลรอครม.ใหม่

ขณะที่นโยบายเร่งด่วนในการดูแลค่าครองชีพของประชาชนในส่วนของราคา LNG นั้น มีมาตรการที่จะตรึงราคาไว้ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 3 เดือน (1 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2567) ส่วนราคาน้ำมันดีเซลที่ตรึงเพดานไว้ไม่เกิน 33 บาท ตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งหลังจากนี้จะต้องรอครม.ชุดใหม่ พิจารณาต่อไป

ไม่อยากให้เรียกพื้นที่ทับซ้อน OCA ไทย-กัมพูชา

ขณะที่ความคืบหน้าของการเจรจาพื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันของไทยกับกัมพูชา (OCA) นั้น นายพีระพันธุ์ยังกล่าวด้วยว่า ไม่อยากให้เรียกพื้นที่ทับซ้อน เพราะเป็นการอ้างสิทธิพื้นที่ประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (JTC) ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) ซึ่งจะต้องรอว่ารัฐบาลใหม่จะดำเนินต่อไปอย่างไร

ไฟฟ้าแพงกระทบนักลงทุนเลี่ยงไทย

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมีหลายประเทศ หลายบริษัทได้ไประดมทุนประเทศที่ราคาถูกด้านพลังงานเพื่อพลังงานสะอาดที่เป็นทางรอดของธุรกิจ

ดังนั้นธุรกิจด้านไฟฟ้าหากไม่สามารถลดต้นทุนทางธุรกิจได้ก็ไปไม่รอด ประกอบกับนักลงทุนก็ต้องพิจารณาด้านพลังงานไฟฟ้าเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกประเทศหรือฐานการลงทุน เช่น เวียดนามยังใช้ถ่านหิน มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ

ขณะเดียวกันประเทศไทยประสบปัญหาต้นทุนไฟฟ้าสูง เนื่องจากไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปใช้แก๊สและพลังงานสะอาดมากขึ้น

เกิดการเปรียบเทียบระหว่างนักลงทุนในการเลือกฐานการผลิต เราจึงต้องหาปัจจัยอื่นๆมาดึงดูดนักลงทุน  ประเด็นดังกล่าว จึงนับเป็นเนื่องท้าทายของรัฐบาลในการออกนโยบายและนักลงทุนที่จะต้องหาแนวทางในการรักษาต้นทุน

หนุนโซลาเซลล์ผลิตไฟฟ้ายั่งยืน

ประเทศไทยมีพลังงานสะอาด มี 3 ประเภท คือ การผลิตไฟฟ้าจากน้ำ ลม และ แสงอาทิตย์

1.สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากลมมักไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากร่องทิศทางลมต้องวิ่งในระดับเพียงพอจึงจะสามารถผลิตกระแสฟ้าได้ ประกอบกับทะเลอ่าวไทยมีปริมาณลมไม่เพียงพอสำหรับการผลิตไฟฟ้า

2.การผลิตไฟฟ้าจากน้ำ เป็นเรื่องน่าแปลกใจมากว่าประเทศไทยมีน้ำล้น น้ำท่วม แต่นำมาผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ ขณะที่เขื่อนไม่ได้มีไว้ผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก แต่มีไว้เพื่อกักเก็บน้ำเพื่อเกษตรกรเพราะฉะนั้นเราไม่สามารถพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนได้อย่างเต็มศักยภาพ

และ 3. การผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเรามีแสงอาทิตย์เพียงพอ ดังนั้นเรามีเพียงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่สามารถสร้างพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มอบนโยบายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ว่า อาจจะต้องปรับระบบการผลิตไฟฟ้าให้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) หรือ  RE มากขึ้น เพราะตอนนี้เราใช้การเผาถ่านหินฟอสซิล เราต้องปรับเปลี่ยน เพื่อทางรอดสำคัญที่สุดคือทำให้ค่าไฟฟ้าต่ำลง

”ถ้าเราไม่ผ่อนผันกฎระเบียบหรือให้ประชาชนช่วยกันใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เอง ต้นทุนและค่าไฟฟ้าก็จะพุ่งสูงขึ้น  เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน และเป็นทางรอดของภาคธุรกิจ คือการปรับกฎหมายและวางระบบให้ถูกต้อง เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าหรือผลิตพลังงานสะอาดได้ด้วยตนเอง “ นายพีระพันธุ์กล่าว

ข้อมูล/ภาพ : ประชาชาติ