เสียงแน่นหนุนนโยบาย “อิ๊งค์” 5 นักเศรษฐศาสตร์เชียร์แจก 10,000 ทันที กาสิโนดึงรายได้ใหม่

รัฐบาลแพทองธาร แจกเงิน 10,000 บาททันที 14.5 ล้านคน ประชุม ครม.นัดแรก 17 ก.ย.นี้ 5 นักเศรษฐศาสตร์เชียร์แจกกลุ่มเปราะบางกระตุ้นเศรษฐกิจ-เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เพิ่มรายได้ใหม่ ชี้นโยบายชัดขึ้น เน้นผ่านสู่รถอีวี-ดาต้าเซ็นเตอร์-ไฟแนนเชียลฮับ เชื่อแรงหนุนการเมืองสูงดันนโยบายได้ด่วนขึ้น ดึงผู้มีรายได้เข้าระบบภาษีเพิ่ม คาดรถไฟฟ้าราคาเดียวต้นทุนมหาศาล ชงแก้โจทย์ใหญ่ดึงลงทุน FDI-สางปัญหาหนี้บ้าน-รถ ชงสานต่ออีอีซี รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 12 -13 กันยายนนี้ หลังจากนั้นจะประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก วันที่ 17 กันยายน วาระแรกที่จะอนุมัติคือการแจกเงิน 10,000 บาท ให้กับกลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคน ซึ่งเป็นไปตามคำให้สัมภาษณ์ของ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและ รมว.คลัง กับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ที่ยืนยันก่อนหน้านี้

ฟื้นเศรษฐกิจ แก้หนี้ครัวเรือน

สำหรับคำแถลงนโยบายที่นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงเป็นเรื่อง “เร่งด่วนทันที” คือ ปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนซึ่งขณะนี้มีมูลค่ากว่า 16 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก โดยผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเลต (Digital Wallet) เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล

รุกเศรษฐกิจสร้าง Soft Power

เอกสารนโยบายระบุว่า รัฐบาลจะเดินหน้าสานต่อนโยบาย การทูต เศรษฐกิจเชิงรุก และการสร้าง Soft Power เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยเฉพาะตลาดใหม่ ๆ ยกระดับทักษะและปลดล็อกศักยภาพของคนไทย เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ โดยสนับสนุนการสร้าง Soft Power ผ่านการส่งเสริม 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ (OFOS)

ฟื้นนโยบาย “ครัวไทย สู่ครัวโลก” เพื่อตอบสนองความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร ต่อยอดจากธุรกิจ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์แผนไทย มายกระดับสาธารณสุขไทย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ของภูมิภาค และยกระดับระบบสาธารณสุข จาก “30 บาท รักษาทุกโรค” เป็น “30 บาท รักษาทุกที่”

ออกมาตรการเพื่อลดราคา ค่าพลังงานและสาธารณูปโภค, ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ควบคู่กับการเร่งรัดปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนโยบาย “ค่าโดยสารราคาเดียว” ตลอดสาย เพื่อลดภาระค่าเดินทาง

เดินหน้าแลนด์บริดจ์

สำหรับการลงทุนด้านคมนาคมขนาดใหญ่ (Mega Projects) จะเร่งเดินหน้าทั้งทางราง ทางน้ำ ทางถนน และทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ สร้างรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงควบคู่กับการพัฒนาเมือง ยกระดับท่าเรือ พัฒนาสนามบินล้านนา สนามบินอันดามัน เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการบิน และขับเคลื่อนโครงการ Landbridge โดยเฉพาะด้านการลงทุนโดยเอกชน เพื่อให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและขนส่งของภูมิภาค

รื้อกฎหมายภาษีลดขั้นตอนลงทุน

เนื้อหานโยบายด้านเศรษฐกิจ โดยสังเขป อาทิ การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระบบภาษี ลดกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้ภาครัฐเป็นอุปสรรคของภาคธุรกิจ ให้คนไทยทุกกลุ่มวัยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพัฒนาตนเอง ใช้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน การตั้งกองทุนสนับสนุนการจัดซื้อ โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของภาครัฐ มาสนับสนุนการนำเข้าเทคโนโลยี ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว ให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์

เร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีโลก และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

KKP ชี้แนวทางทำนโยบายชัดเจนขึ้น

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ให้ความเห็นว่า แนวทางจัดทำนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล มีการจัดลำดับความสำคัญนโยบายที่รัฐบาลตั้งใจจะทำ ซึ่งก็ต้องติดตามว่าทำได้ตามที่วางไว้หรือไม่ หลายเรื่องเป็นนโยบายที่เขียนไว้ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ไม่ว่าจะเรื่อง 30 บาท ซอฟต์พาวเวอร์ ภาคเกษตร ดิจิทัลวอลเลต

“ผมคิดว่า 1.มีของใหม่ เช่น สิ่งที่เห็นชัดขึ้น อย่างเรื่องพวกอุตสาหกรรมที่เน้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์อีวี พูดชัดขึ้น หรือดาต้าเซ็นเตอร์ หรือไฟแนนเชียลฮับ จะเป็นไอเดียที่ควรจะไปต่อยอด ว่าจะทำอะไรต่อไป คือมีรายละเอียดมากขึ้น ไม่ใช่พูดว่าจะทำอย่างเดียว แต่บอกว่าถ้าจะทำให้เกิด ต้องทำอะไรบ้าง”

อย่างไรก็ดี บางเรื่องอาจจะยังขาดรายละเอียด เช่น แก้หนี้ ที่เกี่ยวข้องกับ 3 ฝ่าย คือ เจ้าหนี้ ลูกหนี้ และรัฐบาล ซึ่งการแก้หนี้จะต้องมีใครที่ต้องเข้าไปรองรับภาระหนี้สักคน ก็ต้องดูว่าเป็นใคร ยังไม่เห็นรายละเอียด

แรงหนุนการเมืองดันกาสิโน-แจกเงิน

“ประเด็นสำคัญหนึ่งก็คือ รัฐบาลชุดนี้ควรจะมี Political Support (การสนับสนุนทางการเมือง) มากขึ้น ก็หวังว่าจะช่วยให้การผลักดันนโยบายต่าง ๆ ออกไปได้ เพราะหลายเรื่องต้องการ Political Support ค่อนข้างมาก อย่างดิจิทัลวอลเลต ที่ก่อนหน้านี้ก็จะเห็นแต่พรรคเพื่อไทยลุยคนเดียว ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างมากในปีที่ผ่านมา หรือเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ที่เห็นภาพการสนับสนุนจากพรรคร่วม ก่อนหน้านี้อาจจะไม่เคลียร์ ตอนนี้ก็ดูจะเคลียร์ขึ้น”

“อีอีซี-รถไฟ 3 สนามบิน” หายไป

นอกจากนี้ อาจจะมีหลายนโยบายที่ไม่ถูกพูดถึง จึงไม่แน่ใจว่าจะทำต่อหรือไม่ อย่างโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทั้งสนามบินอู่ตะเภา รถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ที่ยังไม่ได้เริ่ม ก็ต้องติดตาม

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า สิ่งที่ควรต้องทำในระยะยาว เช่น การดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับจุดแข็งของประเทศ เช่น เพิ่มผลิตภาพของภาคเกษตร การเน้นภาคอุตสาหกรรม เน้นภาคบริการ ถ้าทำได้จริงก็เป็นสิ่งที่ควรทำ ซึ่งวันนี้อุตสาหกรรมใหม่ของไทยอาจจะไม่ใช่พวกแก๊สแล้ว แต่อาจจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์

“คำถามก็คือ ทำอย่างไรจะให้ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาได้ โดยคำถามที่รัฐบาลต้องหาคำตอบ คือ ที่ผ่านมาทำไมนักลงทุนไม่เลือกประเทศไทย และจะทำอย่างไรให้เขามาเลือก อย่างเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอยู่ในแผน แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีซัพพลายเชนในประเทศไทยเลย”

หนุน “NIT-กาสิโน” ดึงคนเข้าระบบ

สำหรับ “Negative Income Tax : NIT” ดร.พิพัฒน์ประเมินว่า “ไม่ง่าย แม้ส่วนตัวก็มองว่าเป็นนโยบายที่ดี เนื่องจากจะไปช่วยเรื่องดึงคนเข้าระบบภาษี ช่วยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการจ่ายเงินอุดหนุนกลุ่มต่าง ๆ เข้ามา อาทิ การอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร เบี้ยผู้สูงอายุ เพื่อสามารถอุดหนุนผ่านข้อมูลฐานรายได้ ซึ่งจะต้องมีการไปโยกย้ายเงินอุดหนุนจากส่วนอื่นมา ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นมหาศาล เพื่อทำ NIT หรืออุดหนุนผ่านรายได้อย่างเดียว เช่น ต้องยกเลิกอุดหนุนสินค้าเกษตร”

“ปัญหาสำคัญก็คือ เราไม่มีหลักฐานรายได้ เพราะคนส่วนใหญ่อยู่นอกระบบ ซึ่งถ้าให้ทุกคนยื่นแบบภาษี ใครมีเงินไม่ถึงเกณฑ์จะได้เติมเข้าไปให้ ทุกคนก็จะมาแสดงรายได้ที่ไม่ถึงเกณฑ์นั้นเพื่อรับเงิน เพราะเราไม่มีหลักฐานรายได้ จึงเป็นความท้าทาย”

“ส่วนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หากทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะปัจจุบันฐานรายได้ของรัฐยังแคบ เนื่องจากมีเศรษฐกิจนอกระบบมากเกินไป”

ไฮไลต์กระตุ้นเศรษฐกิจ

“ไฮไลต์นโยบายระยะสั้น คงรอดูการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะว่าผ่านมาปีกว่าแล้วยังไม่เกิด ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้ คนก็คงรอดู เพราะเป็นปัญหาใหญ่ แต่จะแก้อย่างไรไม่เกิดพฤติกรรมเบี้ยวหนี้ แล้วการแบ่งภาระระหว่างลูกหนี้ เจ้าหนี้ แล้วก็รัฐบาล จะเป็นอย่างไร ประเด็นที่จะเซนซิทีฟขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือ การปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทไทย จากการค้าขายที่ไม่เป็นธรรม หลายคนก็คงรอดูว่าทำได้จริงไหม”

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลที่จะต้องแก้เร่งด่วนคือ เรื่องของการแก้หนี้ครัวเรือนเป็นอันดับแรก และการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้เม็ดเงินใส่เข้าไปในดิจิทัลวอลเลต ถือว่าตรงและเป็นนโยบายที่ถูกต้อง เงินจะถึงมือกลุ่มเปราะบาง ซึ่งกลุ่มนี้แน่นอนว่าจะใช้เงินสดทันที สามารถหมุนในระบบได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งจะเกิดขึ้นช่วงปีใหม่ วาเลนไทน์ และสงกรานต์ ซึ่งมันจะส่งผลให้ GDP ปี 2567 โตได้ 2.8% และปี 2568 โตได้ 3.5%

รถไฟฟ้าราคาเดียวต้นทุนมหาศาล

ขณะที่นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า 10 นโยบายเร่งด่วน ที่จะเห็นผลไวและช่วยหนุนจีดีพีปีนี้ จะเป็นนโยบายช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการดิจิทัลวอลเลต ซึ่งขึ้นอยู่กับเม็ดเงินที่จะใส่ลงในระบบเศรษฐกิจ แต่ประเมินตัวเลขไว้เบื้องต้นจะอยู่ที่ 0.1% ของจีดีพี

แต่นโยบายที่เป็นโจทย์และเป็นตัวชี้วัดผลงานของรัฐบาล หากสามารถทำได้ดีจะมีผลกับเศรษฐกิจค่อนข้างมาก คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ การกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคาเดียว เนื่องจากเป็นต้นทุนมหาศาล และเป็นต้นทุนที่แพงโดยไม่จำเป็น หากเทียบกับต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ จะมีต้นทุนค่าเดินทางที่ถูกกว่า และสะดวกกว่าไทย ทำให้ค่าครองชีพในการทำงานสูงขึ้น

แก้หนี้-อุ้มเอสเอ็มอีโจทย์หิน

นายบุรินทร์กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายการแก้หนี้ ถือว่าเป็นโจทย์ที่ยากและยังไม่มีรายละเอียดว่าจะช่วยใคร เท่าไหร่ และวิธีการช่วยเหลือยังไง ซึ่งการแก้ไขหนี้จะมาจาก 2 ส่วน คือ การเพิ่มรายได้ หรือการตัดหนี้ แม้ว่าจะแก้ไขหนี้ในระบบ แต่อย่าลืมว่ายังคงมีหนี้นอกระบบด้วย

“เช่นเดียวกับการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี อาจจะต้องเลือกอุตสาหกรรมในการปกป้อง อาทิ การช่วยเหลือหรือการอุดหนุนลดดอกเบี้ย 5-10 ปี หลังจากนั้นจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อาจจะต้องเร่งลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนไม่ถึง 1% ซึ่งจะช่วยสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างการเติบโตระยะยาว”

หนุนแจกเงินกลุ่มเปราะบาง-แก้หนี้

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT กล่าวว่า นโยบายที่ออกมามีเรื่องที่สานต่อจากรัฐบาลนายเศรษฐา อย่างดิจิทัลวอลเลต และการท่องเที่ยวแหล่งใหม่ Entertainment Complex อย่างไรก็ดี มีการหยิบยกโจทย์มาพัฒนาต่อจาก Vision Thailand ของนายทักษิณ ชินวัตร ใน 3 มิติ คือ

1.การลดต้นทุน ด้วยการแก้หนี้ครัวเรือน ทั้งหนี้บ้านและรถ ถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างดูแลปัญหาหนี้มากกว่าแค่การให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่การปรับโครงสร้างลดราคาพลังงานและสาธารณูปโภค ซึ่งหากดูโจทย์ในมิติการดูแลต้นทุน จะเห็นว่าไม่ใช่เป็นการที่ภาครัฐเข้าไปอุดหนุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการดูแลเพิ่มศักยภาพแทน

2.การแจกเงิน และการหารายได้ จะเห็นว่ามีความจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาระยะสั้นให้กับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งต้องติดตามภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น อาจจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating) เป็นสิ่งที่ต้องตามดูต่อ

3.ระบบสวัสดิการ ซึ่งจะมีเรื่อง Negative Income Tax ที่เป็นเรื่องที่ดี หรือการดึงเศรษฐกิจนอกระบบ ที่มีสัดส่วนถึง 50% ของจีดีพีเข้ามาอยู่ในระบบฐานภาษี จะช่วยให้ภาครัฐสามารถใช้นโยบายทางการคลังได้ตรงจุดในอนาคตได้ แต่ต้องยอมรับว่าไม่ได้เกิดผลในระยะสั้น แต่เกิดรายจ่ายทันที

โจทย์สำคัญ “ดึง FDI-หารายได้เพิ่ม”

ดร.อมรเทพกล่าวว่า ส่วนนโยบายที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (Growth Engine) ไม่อยู่ในนโยบายเร่งด่วน 10 ข้อ เช่น การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แม้ว่าจะระบุว่าจะเดินหน้าต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีรายละเอียดและความชัดเจนว่าจะเดินหน้าอย่างไร

“ใน 10 ข้อ จะมี 7 ข้อที่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ และอีก 3 ข้อด้านสังคม แต่โดยรวมมีความชัดเจนเรื่องแก้ปัญหากลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นเรื่องระยะสั้นกระตุ้นผ่านการแจกเงินโครงการดิจิทัลวอลเลต”

“แต่สิ่งที่เป็นห่วง จะมีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.นโยบายระยะยาว คือ การดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งไม่ได้เป็นนโยบายเร่งด่วน รัฐบาลจะสวมวิญญาณการเป็น Sales Person ได้อย่างไร 2.การหารายได้ภาครัฐ หากมีการดึงคนเข้าสู่ระบบภาษี อาจจะไม่ได้เกิดผลระยะสั้น แต่มีรายจ่ายทันที ซึ่งเป็นภาระภาครัฐ”

โจทย์เร่งด่วนแก้ฐานราก-แนะลุย EEC ต่อ

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า โจทย์เศรษฐกิจไทยที่สำคัญและน่าจะทำตอนนี้คือ จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร โดยแม้ว่าตนจะคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ 3% บวก/ลบ แต่นั่นคือภาพรวม ขณะที่ฐานรากมีปัญหากว่าที่คิด ในต่างจังหวัดกำลังซื้อไม่ดี โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่สูง และที่สำคัญกว่านั้นคือ หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทั้งสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่มีหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (SM) สูงพอสมควร และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงสินเชื่อบ้าน เพราะการที่ 2 ส่วนนี้กลายเป็น NPL แสดงว่าแย่เต็มที่แล้ว

“ตอนนี้ข้างบนฟื้น แต่จะทำอย่างไรให้ข้างล่างฟื้นขึ้นมาได้ ถ้าจะทำ 10,000 บาท ในกลุ่มที่เปราะบาง กลุ่มที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้กลุ่มนี้มีเงินสามารถจะหมุนเศรษฐกิจในช่วงสั้น ๆ ได้ก็จะดี”

ดร.กอบศักดิ์กล่าวว่า หลังจากกระตุ้นระยะสั้นแล้ว ก็อยากให้รัฐบาลเตรียมการเรื่องโครงการลงทุนใหญ่ ๆ ที่มีการเตรียมไว้ อย่างเช่น EEC ท่าเรือ สนามบิน รถไฟ รถไฟทางคู่ รถไฟใต้ดิน เป็นต้น อยากให้สานต่อนโยบายของนายเศรษฐา เรื่องการไปชักชวนต่างชาติเข้ามาลงทุน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยช่วงชิง FDI ได้มากขึ้น

ส.อ.ท.แนะเร่งนโยบาย “เรือธง”

นโยบายของรัฐบาลที่ประกาศออกมาแล้ว โดยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะแถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 12 ก.ย.นี้ ในมุมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธา ส.อ.ท. ชี้ว่า เรื่องเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลขับเคลื่อน คือ การสานต่อนโยบายเดิม ที่ค้างไว้และเป็น “เรือธง” อยู่ โดยเฉพาะการเชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งที่ผ่านมาได้ประชาสัมพันธ์ไปได้เยอะแล้ว และ เดินหน้าไปในทิศทางที่ดี จึงต้องการให้รัฐบาลอิ๊งค์ เดินหน้าต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับนักลงทุน

โดยนโยบายเรือธงอย่างดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ก็ยังเดินหน้า 100% ปัจจุบันอยู่ระหว่างปรับจูนให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้ขัดต่อกฎหมาย

สานต่อนโยบาย BCG-EEC

นายเกรียงไกรกล่าวว่า นโยบายเดิมที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลเศรษฐา รัฐบาลปัจจุบันอาจจะต่อเพิ่ม และทำให้โครงการเดิมต่อเนื่อง เพราะจุดอ่อนของประเทศ คือ ความไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการดี ๆ เช่น EEC, BCG และเอกชนเห็นว่าบางโครงการอย่าง BCG ไม่ควรมองแค่การสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร อาหาร แต่ควรมองในภาพอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ที่จะต่อยอดสร้างรายได้ให้กับประเทศ

3 เรื่องเร่งด่วน

ทั้งนี้ เรื่องเร่งด่วน คงเป็นเรื่องการดูแลปัญหาปากท้องของประชาชน ที่่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ซึ่งการอัดฉีดงบประมาณ โดยการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนเป็นเรื่องที่ควรจะเร่งทำ เพราะจะสะท้อนไปยังภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งก็อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วย

“เอสเอ็มอีไทยยังขาดสภาพคล่องและฟื้นตัวได้อ่อนแอมาก การให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน จะเป็นการช่วยฟื้นฟูผู้ประกอบการในการประกอบธุรกิจได้เป็นอย่างดี”

อีกทั้ง ส.อ.ท.ยังต้องการให้ออกมาตรการดูแลและปกป้องสินค้าของไทย เพราะปัจจุบันไม่ใช่เพียงประเทศไทย แต่รวมไปถึงทั่วโลกถูกสินค้าราคาถูก และไม่ได้คุณภาพ เข้ามาดัมพ์สินค้าภายในประเทศ โดยหลายประเทศ เพื่อนบ้านของไทย ยังมีมาตรการปกป้องสินค้า เช่น มาตรการทางภาษี ซึ่งมีกติกาของโลกด้วย เพื่อให้ดำเนินการได้อย่างเหมาะสม

แต่ปัจจุบันหน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องยังทำได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้สินค้าราคาถูก ไม่ได้คุณภาพ ไหลเข้ามาในประเทศไทยมากกว่าปกติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังต้องการให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการ ด้านต้นทุน ค่าพลังงาน ค่าไฟฟ้า สาธารณูปโภค รวมไปถึงต้นทุนอัตราดอกเบี้ยด้วย

หนุน Made in Thailand

นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเห็นว่า เรื่องที่รัฐบาลทำให้ธุรกิจใต้ดินมาอยู่บนดินก็เป็นเรื่องที่ดี และก็ควรหามาตรการเสริมเข้ามาดูแลด้วย ซึ่งก็ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาแล้ว รวมไปถึงต้องการให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมการใช้และซื้อสินค้าไทย ภายใต้สัญลักษณ์ made in Thailand ของ ส.อ.ท. ที่ได้รับรองกับผู้ประกอบการและสมาชิก เมื่อปี 2566 มีการซื้อขายผ่านสัญลักษณ์นี้ 15% มูลค่าแสนล้านบาท ซึ่งหากขยายเป็น 30% ในปีนี้หรือ 50% ในอนาคต จะทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ

“สัญลักษณ์นี้จะต่อยอดด้านการส่งออก จะช่วยส่งเสริมการใช้แบรนด์ไทยได้มากขึ้น รวมไปถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้า หรือยังเป็นตัวกระตุ้นด้านจิตวิทยาให้คนในประเทศรักชาติ ช่วยกันซื้อของไทย ให้เหมือนำว่า “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ”

สำหรับประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ส.อ.ท. ได้เสนอให้กับรัฐบาลแล้ว ทั้งเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการให้เดินหน้า รวมไปถึงเรื่องของการมีหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วย