สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ มั่นใจส่งออกไทยปี 2567 นี้โต 1-2% แต่ห่วงผลกระทบบาทแข็งช่วงปลายปีกระทบ พร้อมเรียกร้องนายกรัฐมนตรีผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ชาติการค้า
วันที่ 3 กันยายน 2567 นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท. คงคาดการณ์การส่งออกปี 2567 ยังเติบโตที่ 1-2% มีมูลค่าการส่งออก 2.9 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 10 ล้านล้านบาท โดยมีปัจจัยการนำเข้าสินค้าทุนผลิตเพื่อการส่งออกในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ แต่ยังต้องติดตามค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่จะส่งผลกระทบ โดยจะเห็นภาพชัดเจนในช่วงปี 2558 เนื่องจากคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการจะต้องระมัดระวังมากขึ้น
ชัยชาญ เจริญสุข
ทั้งนี้ การส่งออกไทย 7 เดือนแรกโต 3.8% ถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี แม้จะได้รับความกดดันจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวก็ตาม แต่ สรท. ยังมั่นใจ การส่งออกของไทยในปี 2557 ยังเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มเติม
สรท.ระบุด้วยว่าสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกต้องเฝ้าระวังในครึ่งปีหลัง 2567 ได้แก่
1) ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกทันที เนื่องจากการแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ราคาสินค้าของไทยสูงกว่าคู่แข่ง ส่งผลต่อความสามารถในการแข็งขันที่ลดลงของผู้ประกอบการในประเทศ
2) ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ 2.1) สหรัฐ สหภาพยุโรป และแคนาดา ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน ส่งผลให้สินค้าจีนไหลกลับมายังตลาดเอเซีย 2.2) สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ
3) ปัญหาการขนส่งสินค้าทางทะเล 3.1) สหภาพแรงงานทั่วประเทศสหรัฐยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลง อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง หยุดการผลิตและกระทบซัพพลายเชนในภาคการผลิต และการให้บริการในท่าเรือฝั่งตะวันออก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในภาพรวมและปริมาณการนำเข้าของสหรัฐ
3.2) ค่าระวางเรือยังคงตึงตัวและผันผวนในท่าเรือหลัก ขณะที่เส้นทางภายในเอเชีย และตะวันออกกลาง ค่าระวางเริ่มลดลง แต่ในเส้นทาง สหรัฐ อเมริกาใต้ สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย ยังคงทรงตัวในระดับสูง และ
3.3) ปัญหาสภาพตู้ขนส่งสินค้าที่สายเรือส่งมอบให้บรรจุสินค้าต่ำกว่าความคาดหวังของผู้ส่งออก
4) การเข้าถึงและการตัดวงเงินสินเชื่อของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ
นายชัยชาญ กล่าวอีกว่า สรท. มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ที่สำคัญ ดังนี้ ด้านโครงสร้าง
1.รัฐบาลต้องมุ่งเน้นให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นชาติการค้า เพื่อช่วยสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ และแข่งขันได้ในระดับสากล และการพัฒนาการส่งออก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้สามารถแข่งขันและเติบโตอย่างมั่นคง
ซึ่งในโอกาสครบรอบการก่อตั้ง 30 ปี สรท. ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติการค้า (Trading Nation) เพื่อผลักดันให้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันดำเนินการ (รายละเอียดปรากฎตามหนังสือที่นำเสนอ)
ด้านโลจิสติกส์ 2.เร่งแก้ไขปัญหาความแออัดท่าเรือแหลมฉบัง ที่มีมาต่อเนื่อง ประกอบกับค่าน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัญหายังไม่ได้บรรเทาลงสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นและมีความติดขัดมากขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนที่ผู้ส่งออก-นำเข้าต้องแบกรับ รวมถึงศักยภาพการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศที่ลดลง
โดยสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง หารือมีข้อสรุปของผลกระทบจากประเด็นปัญหาหลักมาจาก ด้านข้อจำกัดของผู้ส่งออกนำเข้า ด้านข้อจำกัดของการขนส่งด้วยเรือชายฝั่ง ด้านข้อจำกัดของการขนส่งทางราง ด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบการจราจรในท่าเรือ และด้านความแออัดของท่าเทียบเรือสัมปทาน
นอกจากนี้ มีข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหา ด้านการขับเคลื่อนระดับนโยบาย อาทิ ตั้ง คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดท่าเรือแหลมฉบัง
รวมถึงคณะทำงานร่วมระดับปฏิบัติการท่าเรือแหลมฉบัง ด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ พัฒนา ลานวางตู้กลาง / Service Area / Rest Area ทั้งภายใน และภายนอก รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางและทางน้ำภายในประเทศ ปรับปรุงด้านวิศวกรรมการจราจร อาทิ สร้างทางยกระดับข้ามจุดตัดรถไฟและถนนภายในท่าเรือแหลมฉบัง เป็นต้น และเพิ่มการลงทุนในเครื่องมือยกขน
ด้านกระบวนการทำงาน และเทคโนโลยีสารสนเทศ อาทิ บังคับใช้ระบบ Truck Queue 100% เชื่อมโยงการทำงานเต็มรูปแบบกับระบบ Port Community System (PCS) ด้านกฎหมายและกฎระเบียบ อาทิ ปรับปรุงระเบียบปฏิบัติให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจปล่อยสินค้า ปฏิบัติงาน 7/24 ปรับปรุงสัญญาสัมปทานท่าเทียบเรือและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ กำหนด Service Level Agreement ด้าน Inland Transport
ด้านอื่น อาทิ ควรให้มีหน่วยงานกำกับดูแลและวางมาตรฐานการให้บริการของลานกองตู้สินค้า (Container Depot) รวมถึงควรให้มี บริการชั่งน้ำหนักรถบรรทุกหนักก่อนออกจากท่าเรือ
โดยเบื้องต้น สรท. ได้ผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหาข้างต้นไปยังหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การท่าเรือแห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม และ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
ด้านการเงิน 3.รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไป พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเร่งประกันความเสี่ยงค่าเงินบาท
4.พิจารณาหลักเกณฑ์เงื่อนไข สนับสนุน และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน ให้เพียงพอต่อการหมุนเวียนกระแสเงินสดและการผลิตเพื่อการส่งออก
ด้านการผลิตและต้นทุน 5.กำกับดูแลต้นทุนการผลิตและต้นทุนวัตถุดิบ เพื่อให้การส่งออกของไทยยังคงขีดความสามารถในการแข่งขันได้ อาทิ ต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าแรงขั้นต่ำ และค่าขนส่งสินค้าทางทะเลโดยเฉพาะค่าระวางเรือ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
6.กำกับดูแลสินค้าการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ต้องเอื้อประโยชน์ให้กับซัพพลายเชนในประเทศ ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมยานยนต์ ควรมองถึงการรักษาฐานการผลิตรถยนต์สันดาป (ICE) ให้เป็น last man standing ขับเคลื่อนตลาด after market เนื่องจากเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ สามารถผลักดันกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่าน และการปรับตัวของชิ้นส่วนเข้าไปในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ระบบราง เครื่องมือแพทย์ และ อุตสาหกรรมการเกษตร เป็นต้น
ด้านการตลาดและ e-Commerce 7.กำกับดูแลสินค้าไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงสินค้าต้นทุนต่ำที่ทะลักเข้ามาในประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศโดยเฉพาะ SMEs และปัญหาการจ้างงานลดลง
