“บางจาก” อัดงบลงทุน 6 ปี 1.2  แสนลบ. ดัน  EBITDA แตะ 1 แสนล้าน ภายในปี 73

“บางจาก” อัดงบลงทุน 6 ปี 1.2 แสนลบ. เดินหน้าขยาย EBITDA แตะ 1 แสนล้าน กวาดยอดขาย 1 ล้านล้านบาทภายในปี 73  รุกขยายธุรกิจ E&P แหล่งทรัพยากร จ่อลงทุนผ่าน M&A ปูพรมเพิ่มเครือข่ายสถานีบริการกว่า 2,400 แห่ง

วันที่ 2 กันยายน 2567 นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า

ในช่วงปี  2567 กลุ่มบริษัทบางจากได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นในการดำเนินงานท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย โดยในครึ่งปีแรก 2567 บางจากฯ มีรายได้จากการดำเนินงาน  293,438 ล้านบาท กำไรสุทธิบริษัทใหญ่ 4,261 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทได้ตั้งเป้าหมายภายในปี 2573 รายได้จากการขายและให้บริการเติบโตขึ้นอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท และ EBITDA เติบโตขึ้นที่ 100,000 ล้านบาท

วางงบลงทุน 6 ปี 1.2 แสนลบ.

สำหรับแผนการลงทุน 6 ปี (2025-2030) วางงบลงทุน 120,000 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Natural Resource ประมาณ 24,000 ล้านบาท คิดเป็น 35%

กลุ่มธุรกิจ refinery & marketing ( โรงกลั่น , SAF , การตลาด) ราว 30% , ธุรกิจ Green Power เงินลงทุน 30,000 ล้านบาท และธุรกิจ bio-base & new business ประมาณ 10% “ เงินลงทุนในช่วง 120,000 ล้านบาท จะแบ่งเป็น M&A ในสัดส่วน 45% ประมาณ 55,000 ล้านบาท ลงทุนในกลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ 60% และกลุ่ม green power 40% “ นายชัยวัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ สถานะการเงินปัจจุบันของกลุ่มบางจากฯ มีเงินสดอยู่ที่ 45,284 ล้านบาท สินทรัพย์ 353,122 ล้านบาท EBITDA 50,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าก้าวไปสู่เป้าหมาย EBITDA 100,000 ล้านบาทในปี 2573 รักษาความเป็นผู้นำด้านพลังงานของประเทศไทย ขณะที่ขยายธุรกิจไปสู่ตลาดโลกมากขึ้น สร้างรากฐานอันมั่นคง สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามบางจากฯ ยึดมั่นในพันธกิจในการขับเคลื่อนการเติบโตโดยรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านพลังงาน การเข้าถึงพลังงาน และความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

โดยมีแผนงานหลักๆ ในการขยายธุรกิจ ดังนี้

ลุย E&P

กลุ่มบริษัทบางจากได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ด้วยการลงทุนใน OKEA ASA ในประเทศนอร์เวย์ตั้งแต่ปี 2561

โดยมีเป้าหมายการขยายกำลังการผลิต 50,000 บาร์เรลต่อวันภายในปี 2573 ตลอดจนมีแผนที่จะขยายธุรกิจ E&P ผ่านการ M&A ในบริษัทต่างๆ ไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก อาทิ เอเชียแปซิฟิก

พร้อมต่อยอดโมเดล ของ OKEA มาไว้ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ E&P ของกลุ่มบริษัทบางจากอย่างยั่งยืน เพื่อบรรลุเป้าหมายรวมที่ 100,000 บาร์เรลต่อวัน ภายในปี 2573

“บางจากมุ่งมั่นที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ภายใต้วิสัยทัศน์ “รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว สู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2573 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2593

เพื่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องและบรรลุเป้าหมาย EBITDA 100,000 ล้านบาทภายในปี 2573 พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยและภูมิภาค รวมถึงขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพ” นายชัยวัฒน์กล่าว

SAF ก่อสร้างเสร็จมี.ค.68

สำหรับธุรกิจโรงกลั่นและการกลั่นน้ำมัน มุ่งเน้น การสร้าง synergy ระหว่างโรงกลั่นระดับโลก 2 แห่งคือโรงกลั่นพระโขนงและโรงกลั่นศรีราชา

โดยได้ตั้งเป้าหมายอัตราการกลั่นน้ำมัน280,000 บาร์เรลต่อวัน ในปี 2568 จาก nameplate capacity (กำลังการกลั่นติดตั้ง) รวม 294,000 บาร์เรลต่อวัน

มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มค่าการกลั่น (GRM) รวมถึงการขยายการผลิตผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่มีมูลค่าสูง เช่น Unconverted Oil และขี้ผึ้ง

นอกจากนี้ ในปี 2568 จะเป็นปีแห่งการบุกเบิกความเป็นผู้นำในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ดำเนินการโดยบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด ด้วยกำลังการผลิต 7,000 บาร์เรลต่อวัน มีความพร้อมในการจัดวัตถุดิบสำหรับการผลิต จากเครือข่ายพันธมิตรและการรับซื้อน้ำมันผ่านโครงการทอดไม่ทิ้งทั่วประเทศ มาผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนและน้ำมันแนฟธายั่งยืน

ประกอบไปด้วย 2 หน่วยหลักคือ หน่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำมันใช้แล้ว (Pretreating Unit, PTU) และหน่วยผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel Unit, SAFU) ซึ่งใช้เม็ดเงินลงทุนต่ำสุดในบรรดา SAF ทั่วโลก

ปัจจุบันการก่อสร้าง หน่วยผลิต SAFU ดำเนินการไปแล้วประมาณ 55% ใช้เงินลงทุน 35,000 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและสามารถเริ่มผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนได้ภายในเดือนมีนาคม 2568 มีกำลังการผลิต 1,000,000 ลิตรต่อวัน ลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 80%

ปี 73 ตั้งเป้าสถานีบริการ 2,400 แห่ง

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า บางจากได้ขยายธุรกิจการตลาดภายใต้แนวคิด “Greenovative Destination”

ผ่านการเพิ่มเครือข่ายสถานีบริการกว่า 2,400 แห่งภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่มีสถานีบริการ 2,214 แห่ง เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 33% จากครึ่งปีแรกของปี 67 อยู่ที่ 28.8%

โดยมุ่งเน้นที่ตลาดที่มีความต้องการสูง และในส่วนของธุรกิตตลาดพาณิชยกรรมมุ่งขยายตลาดในภูมิภาค (กัมพูชา ลาว สหภาพเมียนมาร์ และเวียดนาม)

ด้านกาแฟอินทนิลปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ โดยภายในปี 2030 ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเป็น 2,400 แห่ง

ทั้งนี้ เพื่อรองรับเทรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง บางจากได้ติดตั้ง EV charge station ภายในสถานีบริการเพื่อรองรับผู้ใช้บริการ ซึ่งตั้งเป้าในทุกๆ 100 กิโลเมตรจะมีสถานีชาร์จไฟฟ้า

ปั๊มไฟฟ้า สีเขียว

ด้านบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG มีการขยายธุรกิจพลังงานสีเขียว ผ่านการดำเนินงานของซึ่งยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

โดยในปี 2030 ตั้งเป้าได้รับการคัดเลือกเป็นหุ้นที่เข้าคำนวณดัชนี SET50 และเป็นหนึ่งในหุ้นยั่งยืนที่ถูกคัดเลือกให้เป็นสมาชิกของดัชนี DJSI ด้วยกลยุทธ์เน้นการขยายการลงทุนในพลังงานสีเขียวในประเทศที่มีธุรกิจอยู่แล้วและการทำ capital recycling เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น

นอกจากนี้บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์และขยายธุรกิจหลักไปสู่ตลาดที่มีมูลค่าสูง

ตั้งเป้าที่จะเป็นผู้ผลิต CDMO (Contract Development and Manufacturing Organization) รายแรกในอาเซียนในปี 2568 โดยมีแผนที่จะผลิตมากกว่า 1 ล้านลิตรต่อปีภายในปี 2571

ประกันสังคมขายหุ้นไม่กระทบ

ทั้งนี้ นายชัยวัฒน์ กล่าวถึง กรณีที่สำนักงานประกันสังคม เพิ่งถึงหุ้นอยู่ในสัดส่วน 14.8 % มีการขายหุ้นบางจากฯเป็นบางส่วนหรือหากกระทรวงคลังจะลดการถือหุ้นในอนาคตนั้น บางจากฯไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ มีนักลงทุนถือหุ้นอยู่ 60% การดำเนินการ ที่ผ่านมาเป็นไปตามแนวทาง บริษัทมหาชนที่มีอิสระในการบริหาร การตัดสินใจ ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตอบแทนรอบด้านให้ดีที่สุด หากมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การทำงานก็จะยังเป็นไปตามแผนงานที่ประกาศไว้