สาธิต ซัด ปชป.ยุคเฉลิมชัย ไร้ดีเอ็นเอพรรค-ทิ้งอุดมการณ์ 20 ปี ถามขอเศษเนื้อ-แลกตำแหน่งหรือไม่

สาธิต ปิตุเตชะ ซัดผู้บริหาร ปชป.ชุดปัจจุบัน ไร้ดีเอ็นเอพรรค-ทิ้งอุดมการณ์ต่อสู้เพื่อ ปชช.กว่า 20 ปี มองเอาแต่ประโยชน์ ถูกบดบังจากผู้นำจิตวิญญาณเลือกโกหกชาวบ้าน โยนถาม ขอเศษเนื้อ-แลกตำแหน่ง

วันที่ 29 สิงหาคม 2567 นายสาธิต ปิตุเตชะ อดีตแกนนำ และ สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ กำลังจะร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ว่า ตนเห็นภาพนี้มาตั้งแต่ 8 – 9 เดือนก่อน และตั้งแต่ผู้บริหารชุดใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหาร ซึ่งเกิดความผิดสังเกตในแง่ของการปฎิบัติหน้าที่ในเชิงการเมือง ซึ่งมองว่าเป็นการบริหารแบบกลุ่มและพรรคพวก โดยเห็นได้จากการโหวตและแก้ไขข้อบังคับพรรคที่ผ่านมา ไม่มีการกระจายให้น้ำหนักคนที่มีส่วนในพรรคการเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมในการเลือกผู้บริหาร เพราะการเป็นพรรคการเมืองต้องรับฟังเสียงจากทุกฝ่ายแต่พอเป็นแบบนี้ก็จะทำให้เห็นภาพของวันนี้ว่าจะเกิดขึ้น

พร้อมกับมองว่า การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีอะไรผิด แต่ควรยึดโยงกับผู้สนับสนุนพรรค ซึ่งประชาธิปัตย์ต้องต่อสู้กับการใช้อำนาจและธุรกิจการเมืองที่ไม่มีหลักการอื่นใด มุ่งแต่เรื่องได้ประโยชน์และเข้าหาเป็นหลักโดยไม่สนวิธีการ จึงเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น

แล้ววันนี้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ได้ทำลายองค์ประกอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำลายระบบพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่มีแนวคิดแบบนี้ จึงตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ที่มีการต่อสู้มามากกว่า 20 ปี

พอมองว่าอนาคตทางการเมืองหลังจากนี้จะหาคนสนับสนุนได้ยากเพราะจุดยืนไม่ชัดเจน กลายเป็นคนกลุ่มเดียว ไม่ใช่ผู้สนับสนุนเชิงอุดมการณ์และการเมืองที่ยึดโยงประชาชน

นายสาธิต ยอมรับว่า ดีเอ็นเอของพรรคประชาธิปัตย์วันนี้ หากคิดโยงกับผู้บริหาร พรรคไม่มีชีวิต พรรคจะมีจุดยืนตามผู้บริหาร พร้อมกับมองว่าผู้บริหารชุดนี้และองค์ประกอบใหญ่ของพรรค ไม่มีดีเอ็นเอของการต่อสู้โดยอุดมการณ์และจุดยืนทางการเมืองเพื่อประชาชนแล้ว แต่ที่ยังคงเหลืออยู่คือปูชนียบุคคลบางส่วน และอาจจะมีคนรุ่นใหม่ที่สืบทอดเจตนารมณ์ แต่กลายเป็นเสียงข้างน้อยไป จึงไม่สามารถยืนหลักที่แท้จริงของพรรคได้

นายสาธิต กล่าวอีกว่า ตนตัดสินใจถูก เพราะเห็นภาพนี้มานาน

เมื่อถามว่า มองอนาคตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์จะสูญพันธุ์หรือไม่ นายสาธิต ระบุว่า คงสรุปถึงขนาดนั้นไม่ได้ เพราะในยุคการเมืองคอนเทนท์กับยุคธุรกิจการเมือง อาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ แต่อย่างน้อยความเป็นสถาบันของพรรคยังอยู่บ้าง แต่ถูกบดบังไปด้วยผู้นำทางจิตวิญญาณที่โกหกประชาชน บอกป่วยแต่ไม่ป่วย บอกเลิกแต่เล่นต่อ มันก็ยากที่จะฟื้นคืน

ส่วนที่บอกว่าสูญพันธุ์ตนขอใช้คำว่าฟื้นยาก สำหรับประชาธิปัตย์ที่ถ้ายังมีผู้นำชุดนี้อยู่ ในแง่ของการพรรคการเมืองและพรรคจะเล็กลงเรื่อยๆ

ส่วนที่อธิบายว่าการร่วมรัฐบาลครั้งนี้เพื่อเดินหน้าประเทศและก้าวข้ามความขัดแย้งนั้น นายสาธิต กล่าวว่า คำอธิบายมีน้ำหนักเบา เพราะเสียงที่พรรคเพื่อไทยมีนั้นพออยู่แล้วที่จะตั้งรัฐบาล และไม่มีความขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น การทำงานของพรรคการเมือง เป็นการทำงานที่ไม่ใช่ตัวบุคคล แต่ต้องเป็นการตรวจสอบที่ต้องให้ประชาชนได้เห็นการทำงาน

เพราะฉะนั้นข้ออ้างที่บอกให้ประเทศเดือนหน้า หากประชาธิปัตย์ไม่เข้าไป เขาก็เดินหน้าได้อยู่แล้ว และไม่มีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เขาก็เดินหน้าตั้งรัฐบาลกันได้อยู่แล้ว

ส่วนการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย ที่ดึงประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล นายสาธิต มองว่า ผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย เป็นคนเก่งทางการเมืองอยู่แล้ว ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวคือ 1.ทำลายพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วยโดยผู้บริหารชุดนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยทำได้ 2.เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น

“เขาก็แชร์เศษเนื้อ หรือผลประโยชน์ ที่อ้างว่าเป็นการทำงานเพื่อประชาชน แต่จะต้องไปตรวจสอบว่าตำแหน่งที่ได้มา เป็นการทำงานเพื่อผลประโยชน์หรือเพื่อประชาชนกันแน่”

นายสาธิต ยังฝากไปถึงผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ชุดปัจจุบันว่า ดีเอ็นเอประชาธิปัตย์อยู่กับตน 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้บริหารชุดนี้เป็นเพียงคนมาแสวงหาผลประโยชน์ในพรรค ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ของเขา จะทำให้ประชาธิปัตย์ไม่สามารถกลับมาได้ด้วยน้ำมือของเขาอย่างแท้จริง

author avatar
noona8293@gmail.com